[Reborn Fanfic] : Truth - 3
posted on 07 Mar 2008 22:50 by felon in Reborn
[Reborn Fanfic] : Truth - 3
Main : 8059
Type : Y (*Warning*)
------------------------------------------------------------------
ออดพักกลางวันดังไปแล้วกว่า 10 นาที ตัวโกคุเทระจึงเร่งฝีเท้าวิ่งผ่านอาคารเรียนก้าวขึ้นบันไดโดยไม่สนใจเสียงอาจารย์ที่แว่วดุห้ามวิ่งบนอาคารเรียนแม้แต่น้อย
หลังจากสู้กับแก๊งค์วาเรียเขาก็ไม่ได้ขึ้นมาที่ดาดฟ้าอีกเลย ทั้งที่ก่อนหน้านี้มันเป็นที่ประจำที่พวกเขาใช้ทานข้าวกลางวัน ใช้นั่งพูดคุยอย่างสนุกสนาน เพียงแค่ได้ยินแว่วจากเพื่อนร่วมห้องว่ามีคนอื่นมายึดที่พักหย่อนใจประจำ เขาก็อาสาวิ่งขึ้นมาจองที่ก่อน ปล่อยให้ที่เหลือรอส่งงานให้อาจารย์ประจำวิชาที่ปล่อยให้พักช้ากว่าเวลากำหนด
ที่เขาอาสาขอวิ่งมาก่อนก็ไม่ใด้มีเหตุผลอะไรลึกซึ้ง แค่เพียงได้ยินประโยคที่ว่า 'อา...อยากกลับขึ้นไปกินกันที่ดาดฟ้าจังเนอะ' เขาก็เสนอตัวเป็นม้าเร็วทันที ด้วยว่าไม่อยากให้คนร้องขอคนนี้ผิดหวัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม
แขนผลักประตูดาดฟ้าออกไป ลมแรงเข้าปะทะใบหน้า แม้จะเป็นช่วงเที่ยงวันลมบนนี้ก็ยังคงเย็นสบายๆ ดวงตาสีเขียวกวาดมองรอบๆไม่เห็นใครก็ปล่อยลมหายใจยาว ไม่ทันที่ขาจะก้าวไปยังมุมประจำก็ต้องหยุดชะงัก
“.......”
เขาได้ยินเสียงที่ไม่สามารถจับใจความได้ สมองด้านลบคิดไปไกลถึงขนาดอาจจะมีสายจากแก๊งค์อื่นมาลอบฆ่า ‘เจ้านาย’ ของเขาอีกก็เป็นได้ ขาเหยียบย่างก้าวเสียงเบา พยายามหาที่มาของเสียง มือหยิบระเบิดจำนวนหนึ่งจากข้างเอว เงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ
“อ...อย่า...”
ภาษาญี่ปุ่น??
โกคุเทระหยุดคิดกับตัวเอง ที่จริงมันควรจะเป็นอิตาเลี่ยนสิ หรือว่าจะเป็นสายสาขาในญี่ปุ่น? พอเงี่ยหูฟังหนักเข้า แม้ไม่ได้จึวามแต่จับได้ว่าเสียงนั้นสั่นเครือเพียงใด ทำให้คิดในแง่ร้ายเข้าไปกันอีก หรือที่จริแล้วกำลังจับเด็กนักเรียนธรรมดามาเค้นข้อมูล ‘ท่านรุ่นที่สิบ’ ของเขาอยู่?
ขารุกก้าวเข้าไปอีกก่อนที่จะโดนรั้งจากทางด้านหลังพร้อมทั้งมือใหญ่คว้าตะปบปากเขาแน่นไม่ให้มีเสียงเล็ดรอด
“ชู่ววว...” เสียงดังขึ้นข้างหูระยะประชิด ร่างบางจึงเหลียวไปมองคนที่รั้งเขาเอาไว้ ยามาโมโตะนั่นเอง...
“อื้อ! อื้อ!!” โกคุเทระแสดงสีหน้าด่าทอเต็มที่ แต่พอคิดถึงศัตรูรอบกายก็ยอมเงียบแต่โดยดี เดาว่ายามาโมโตะคงตามหลังเขามาแล้วเห็นอะไรบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากลเป็นแน่
“ออกไปจากที่นี่กันก่อนเถอะ สึนะรออยู่เชิงบันไดในตัวอาคาร” ยามาโมโตะกระซิบเสียงเบา คนร่างบางพยักหน้ารับคำ เข้าใจไปว่าควรห่วงความปลอดภัยของหัวหน้าก่อนสิ่งอื่นใด ทั้งสองจึงค่อยๆขยับตัวไปยังประตูทางเข้าอาคาร
“อ...อา...”
โกคุเทระพอเดาได้แล้วว่า ต้นเสียงจะต้องอยู่ระหว่างกำแพงและรั้วกั้นที่มีขนาดประมาณตรอกเล็กๆด้านข้างประตูอย่างแน่นอน ยังไงขอฟังแผนการพวกมันเสียหน่อยก็ยังดี
“อย่าไปทางนั้น!” ยามาโมโตะกระซิบตะคอก แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว
ร่างบางเดินไปในระยะได้ยินเสียงเสียแล้ว ทางเดียวที่ร่างสูงคิดออกคือก้าวเข้าประชิดตัวโกคุเทระ ใช้สองมือปิดหูคนร่างโปร่งให้แน่นและลากออกไปจากที่นี่โดยเงียบที่สุด
ริมฝีปากอ้าค้างเมื่อได้ยินเสียงแสนจะคุ้นหูเหมือนๆว่าจะได้ยินมาเมื่อเช้าก่อนเข้าเรียนนี่เอง ยังไม่ทันได้คิดอะไรก็โดนปิดหูทั้งสองข้างและโดนลากให้ห่าง ไม่วายตาทั้งสองข้างยังเหลือบเห็น ปอยผมสีทอง ขนเฟอร์ที่ติดรอบแจ็กเกตฮู้ด และป้ายปักอักษรสีทองบนเสื้อกักกุรันที่กองพื้น ตามด้วยทอนฟาที่สะท้อนเงาแสงอาทิตย์วางนิ่งอยู่ใกล้กัน
โกคุเทระไม่รู้ตัวว่าโดนลากเข้าที่ร่มตั้งแต่เมื่อไหร่ ดวงตาเหลือบมองคนข้างๆที่ปล่อยโสตประสาทการรับฟังของเขาออกเป็นอิสระทำหน้าลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด กับอีกคนที่ยืนหอบของกินปริมาณของสามคนยืนงงอยู่เชิงบันไดด้านล่าง
“เกิดอะไรขึ้นเหรอ โกคุเทระ? ยามาโมโตะ?” เสียงสึนะเรียกทั้งคู่ออกจากภวังค์ โกคุเทระยังคงทำหน้าราวกับว่าพูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้อีกต่อไป ยามาโมโตะจึงเป็นคนตอบแทน
“เอ่อ....วันนี้พวกรุ่นพี่เค้าใช้น่ะ” ยามาโมโตะพูดอย่างไม่สบสายตากลับปรายตามองคนข้างๆอย่างสังเกตมากกว่า
“เสียดายจัง วันนี้อากาศดีแท้ๆเลยเชียว...” สึนะทำหน้ามุ่ย แต่เมื่อเห็นสีหน้ากระอักกระอ่วนปนลำบากใจของสองคนที่เหลือก็พาลคิดว่าตัวเองเป็นสาเหตุ “เอ่อ...เอาอย่างนี้สิ! เรากลับไปกินกันในห้องก็ได้นะ ดาดฟ้าเอาไว้คราวหน้าก็ได้เนอะ!”
ยามาโมโตะรับคำและเดินลงบันไดเดินตามสึนะกลับห้อง แต่ร่างบางยังไม่ได้สติดี ยืนนิ่งอยู่ที่เดิม เขาจึงบอกสึนะให้ล่วงหน้าไปก่อน ซึ่งก็ไม่มีคำคัดค้านใดๆจากคนร่างเล็ก
“โกคุเทระ....” ยามาโมโตะจับไหล่บางเขย่าเบาๆ นั่นเองที่ทำให้โกคุเทระรู้สึกตัวและเหลือบตามองเขา “นายเป็นอะไรรึเปล่า?”
“ม..เมื่อกี้นี่มันเจ้าม้าพยศกับ...” เสียงโกคุเทระหายไปราวแผ่นเสียงหยุดทำงาน “...นายก็เห็นใช่ไหม?”
ร่างสูงพยักหน้า ตั้งแต่เขาเปิดประตูก้าวเข้ามาได้ยินเสียงเข้าจึงตามเสียงไป เห็นภาพดังกล่าวก็ถอยออกมาด้วยอาการอ้ำอึ้ง พอดีเหลือบไปเห็นร่างบางกำลังเดินมาทางเดียวกับเขาจึงได้เข้าไปรั้งตัวไว้ก่อนจะเกิดเหตุขัดจังหวะทั้งหลายทั้งปวงโดยไม่ได้ตั้งใจ
“ไปกันเถอะ สึนะคงถึงห้องแล้วนั่งรอเรากินข้าวอยู่” มือแตะเข้าที่ข้อศอกบาง ออกแรงดันเล็กน้อยให้อีกฝ่ายเดินหน้าลงบันไดไป “ขอโทษนะที่ทำให้ต้องเจอเรื่องช็อคแบบนี้”
โกคุเทระชุกสีหน้า คิ้วกลับมาขมวดกันเป็นปมแน่นเหมือนเดิม เหมือนทุกครั้งที่อยู่กับร่างสูงคนนี้....
“ไม่ได้ช็อค แค่ตกใจเฉยๆ ไม่คิดว่าเจ้าม้าพยศมันจะติดใจไอ้กรรมการบ้านั่น....เหอะๆ” ดวงตาหาเรื่องมาพร้อมยิ้มแสยะ “นายต่างหากที่จะเป็น...”
ยามาโมโตะเลิกคิ้วขึ้นสูง บอกให้เห็นกันจะจะเลยว่างง
“ชิ...” โกคุเทระสะบัดหน้าไปอีกทาง พูดกรอดลอดไรฟันที่ขบกัดแน่น “ก็นายชอบเขาอยู่ไม่ใช่เรอะ...ไอ้หัวหน้าคณะกรรมการรักษาระเบียบจิตหลุดนั่น...”
“หา?” ยามาโมโตะยิ่งงงเข้าไปกันใหญ่ มือที่แตะศอกร่างบางอยู่ก็โดนสะบัดทิ้งทั้งที่เขายังทำหน้างงเหวออยู่เนี่ยแหละ
“อ้อ....หรือว่าไม่เดือดร้อน เพราะคนที่นายติดใจคือเจ้าฉลามบ้านั่นมากกว่ากันล่ะ?” คนพูดหน้าตึง บังคับขาตัวเองให้วิ่งลงบันไดไป ทิ้งคนงงยืนเหวอๆต่อไป
ร่างบางแทบจะวิ่งลงบันไดก้าวละสองสามขั้น เขาวิ่งผ่านระเบียงทางเดินสุดฝีเท้า กัดริมฝีปากตัวเองแน่น หงุดหงิดใจ หงุดหงิดตัวเอง ทั้งที่ยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าทำไมถึงพูดออกไปแบบนั้นได้ ทั้งๆที่ไม่เคยคิดเรื่องพรรค์นี้มาก่อนเลยแท้ๆ
มือกำหมัดแน่นทุบเข้าที่กำแพงอย่างขัดใจและเข่นเคืองตัวเองอย่างที่สุด ทำเอานักเรียนรอบข้างสะดุ้งตัวโหยงและพากันเดินให้ไกลจากที่ที่เขาอยู่
หงุดหงิดที่สุด! นี่เขาเป็นอะไรกันแน่??
.
.
To be Con...
------------------------------------------------------------------
[ Special Part ] : @Roofdeck
Main : D18
Type : Y (*Warning*)
------------------------------------------------------------------
ร่างบางยืนรับลมเย็นๆในวันที่อากาศค่อนข้างดีแบบนี้ โสตประสาทของเขาเตือนถึงการมาของอีกคน แม้จะไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นใคร เพราะคนทีกล้าเข้าใกล้เขาก็มีเพียงไม่กี่คน และคนที่จะเข้ามาประชิดตัวได้ขนาดนี้ก็มีเพียงคนเดียวเท่านั้น
ตาเรียวเหลือบมองข้างตัว คนที่เพิ่งมาดูเหมือนว่าจะอารมณ์ดี ที่จริงก็เรียกได้ว่าเป็นคนที่ดูอารมณ์ดีอยู่เสมอนั้นกำลังเสยผมที่โดนลมตียุ่งฟูให้มันพอเข้าทรง
“มาทำไม?” จากมือว่างๆก็ปรากฏอาวุธคู่ใจขึ้นมาทันที “หรือจะมาให้ฉันขย้ำเพราะติดใจกันนะ?”
ดีโน่ยิ้มอารมณ์ดี ตาเป็นประกายวาวอย่างสื่อความหมาย “ไม่ติดใจจะมาเหรอ?”
คนตัวเล็กกว่าหน้าขึ้นสี กระชับทอนฟาในมือพร้อมตั้งท่าตรียมสู้ทันที “พูดให้สวยหน่อยเป็นไง?”
คนกระตุกยิ้มมองด้วยสายตาอ่อนโยน มองหน้าไม่สบอารมณ์อีกฝ่ายอย่างไม่คิดจะแก้ไข ใบหน้าขึ้นสีระเรื่อนั้นก็ดูน่ามองทีเดียว แต่เห็นทำท่าพร้อมสู้แบบนั้นก็ถอนหายใจ เขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อที่จะวัดฝีมือเสียหน่อย
“ถ้าจะพูดให้สวยก็คงจะเป็น...ฉันคิดถึงเคียวยะล่ะมั้ง..” คนพูดยักไหล่ ปรายตามองคนข้างกายของฮิบาริที่ยืนคุยอยู่กับผู้ช่วยคนรู้ใจของเขาจากจุดที่เขายืนห่างไปพอสมควร
“หึ...หยิบอาวุธขึ้นมาซะ” ฮิบาริพูดห้าวห้วน มองผ่านคนอารมณ์ดีไปยังเจ้าของผมทรงรีเจนท์เดินลับสายตาไปกับชายแก่ใส่แว่น .....ไม่สบอารมณ์เอาเสียเลย....
“ก็ได้...” ดีโน่ไหวไหล่ ถ้าเขาไม่หยิบขึ้นมาก็ต้องโดนบังคับอยู่ดี สู้ตามใจไปก่อนดีกว่า
“จะบุกมา หรือจะให้ฉันเข้าไป?” ฮิบาริมองท่าทียืดยาดนั้นอย่างหงุดหงิดใจ มีลางสังหรณ์ขึ้นมาหน่อยๆพอลอยคลุ้งว่าต้องมีเรื่องไม่ลอดภัยเกิดขึ้นกับเขาแน่ๆ
“ฉันชอบให้นายเดินเข้ามาหาฉันก่อนมากกว่านะ” ยังไม่ทันจบคำดี ร่างสูงก็เอี้ยวตัวหลบการโจมตีได้อย่างเฉียดฉิวพลางผิใวปากหวือ “โจมตีเร็วขึ้นนี่...”
“ไม่ได้อยากได้คำชม” ฮิบาริซัดคนตรงหน้าต่อเนื่อง
ดีโน่ถือแส้อยู่ก็จริง แต่เขาก็ทำแค่เพียงโยกตัวหลบไปมาเท่านั้น จนกระทั่งแผ่นหลังกว้างขนลูกกรงเข้า ในจังหวะนั้นร่างบางก็เข้าซัดเขาเต็มแรง
“โหย...ถ้ารับไม่ทัน หน้าฉันแหกเลยนะ” ดีโน่พ่นลมออกจากปาก ท่าทางไม่ได้เดือดร้อนเท่าไหร่ ด้วยความที่เขาจงใจให้มันเป็นแบบนี้อยู่แล้ว รอยยิ้มพอใจรากฏขึ้นยามเห็นใบหน้าคนเอาเรื่องระยะประชิด
“เอาเลือดออกมาบ้างเป็นไง?” ฮิบาริทำท่าจะเข้าซ้ำอีกทีแต่ก็โดนล็อคยื้อแขนเอาไว้เสียก่อน ขาเรียวเหวี่ยงฟาดหลังราวกับเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติเข้ากระแทกใบหน้าเข้มอย่างจัง
เลือดไหลซึมออกมาจากปากแผลแตกบนริมฝีปากกระตุกยิ้ม ถึงจะโดนเข้าเต็มๆแต่ร่างสูงก็ยังไม่ปล่อยมือ
ดีโน่ออกแรงดันให้อีกฝ่ายหลังชนกำแพง เข้ามองใบหน้าอีกฝ่ายใกล้ๆก็แย้มยิ้มออกมา ไม่สนใจรอยแผลของตัวเองเลยสักนิด
ร่างบางขืนแรงยกทอนฟาเข้าจ่อคอคนสูงกว่าทั้งที่ยังโดนล็อคตัวไว้ เขาเกลียดสถานการณ์แบบนี้จริงๆ มันทำให้เขาดูเสียเปรียบอยู่เสมอ
ฮิบาริสบตายิ้มๆของอีกฝ่ายอย่างไม่หลบหนี รู้สึกได้ว่าไม่มีแรงที่คอยยื้อทอนฟาอีกต่อไปแล้ว มือข้างที่ว่างของดีโน่ยกขึ้นกดทอนฟาที่จ่อคอเขา ค่อยออกแรงกดลงเบาๆพร้อมกับขยับหน้าเข้าใกล้
ทำไมถึงขยับตัวไม่ได้กันนะ?
ฮิบาริตั้งคำถามกับตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า เขาอาจจะโดนสายตาคู่นั้นดึงดูดเอาไว้ก็เป็นได้
ดีโน่ย่นระยะลงจนจมูกแทบจะชนกัน ทอนฟาที่คอยจ่อคอก็ลดลงอยู่ข้างตัว อีกข้างยังคงโดนร่างสูงกดเข้ากับกำแพงข้างศีรษะเขา เสียงลมหายใจและเสียงหัวใจดังเสียจนสามารถได้ยินอย่างถนัดหู ดีโน่ค่อยประทับริมฝีปากอย่างอ้อยอิ่งก่อนจะบดเบียดริมฝีปากบางสีระเรื่อมากขึ้นเรื่อยๆ ทอนฟาในมือฮิบาริหล่นออจากมือทั้งสองข้าง
ร่างสูงได้เรียนรู้จากบทเรียนที่แล้วๆมาว่า เมื่อโอกาสมาก็จงอย่าอ้อยอิ่งแม้เพียงวินาที ไม่เช่นนั้นอาจเจ็บตัวเอาได้ จมูกโด่งๆจึงกดลงซอกคอสูดความหอมหวานเข้าเต็มปอด มือหยอกเย้ากับยอดอกผ่านเนื้อผ้า เสียงครางเบาๆที่เข้าหูเขาทำให้ยิ้มออกมา
เสื้อกักกุรันหล่นกองที่พื้น ดีโน่เข้าบดเบียดจูบอีกครั้ง ร่างบางรับรสเลือดเค็มปร่าอย่างไม่รังเกียจ ร่างกายแอ่นรับท่วงสัมผัสอ่อนโยนและตอบรับรสจูบที่ร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆอย่างหยุดไม่ได้
“..พอ...” ร่างบางพยายามผละจากริมฝีปากหยอกเย้านั้น “นี่...นี่มันดาดฟ้าโรงเรียน..นะ...ไอ้...บ้า”
มาเฟียยิ้ม มองกิริยาน่ารักของคนตรงหน้าก่อนจะพูดเย้าอย่างไม่เกรงใจคนอ่านที่แอบอยากรู้อยากเห็น “ถ้าอย่างในห้องคณะกรรมการเหมือนคราวก่อนจะโอเคกว่าใช่ไหม?”
ฮิบาริหน้าบึ้งทันที แล้วก็ทำได้ไม่นานนักเมื่อลิ่นอุ่นไล้วนอยู่บริเวณแผงอกของเขา “อ...อย่า..”
ซิปกางเกงถูกปลดร่นลงกองเท้า หลังชื้นเหงื่อพิงกำแพงเป็นหลักยึด ปล่อยให้ดีโน่ปรนเปรอสมใจ เรียวลิ้นลากไล้วนจนทั่วก่อนจะเข้าครอบครองทั้งหมด ร่างบางกระตุกเฮือก อดไม่ได้ที่จะร้องครางไปกับอารมณ์ที่พุ่งขึ้นสูง ยิ่งถูกเร่งจังหวะ ฮิบาริก็เหมือนจะสลบให้ได้ สัมผัสนั้นช่างหนักหน่วงและร้อนแรงเกินจะรับไหว
ดีโน่ผละออกมาลุกขึ้นมองแววตาที่ฉ่ำเยิ้ม เขาเลียริมฝีปากตัวเอง มือรั้งเรียวขาขาวขึ้นไว้ข้างตัว
“ขอโทษนะ ใจไม่เย็นพอที่จะทำให้เคยชิน แต่คิดว่านายคงชินจากคราวก่อนๆแล้วล่ะ” ร่างสูงพูดเสียงแหบต่ำกระซิบข้างหู อดไม่ได้ที่จะขบติ่งหูนิ่มเล่น
ร่างฮิบาริกระตุกรุนแรงเมื่ออีกฝ่ายค่อยๆสอดร่างกายเข้ามา ริมฝีปากเล็กอ้าค้างราวกับจะร้องครางแต่ไม่มีเสียงใจเล็ดลอด จวบจนดีโน่เข้ามาได้สุดร่าง ร่างบางเริ่มหอบหายใจ คนใจดีจึงให้เวลาพักเพียงครู่เดียวแล้วค่อยขยับ ถึงคราวนี้ฮิบาริร้องครางอย่างสุดกลั้น
“อ...อา...” เสียงหวานใสยิ่งเร้าดีโน่เข้าไปกันใหญ่ ทั้งที่คิดว่าจะยื้อต่ออีกสักพัก กลายเป็นว่าต้องเร่งม้วนเดียวจบอย่างน่าเสียดาย “...อึก...ด..ดีโน่....อ...อย่าเพิ่ง...”
แต่เจ้าของชื่ออยู่ในสภาวะที่หยุดตัวเองไม่ได้เสียแล้ว มือที่คอยปรนเปรอส่วนหน้าของฮิบาริเต็มไปด้วยน้ำสีขาวขุ่น เขาขยับเร่งรุนแรง สอดใส่เข้าลึกจนเรียกได้ว่ากระแทก ไม่สนว่าเสียงร้องสูงของคนตรงหน้าจะมีใครได้ยิน เขาไม่เหลือสติพอจะคิดอะไรได้แล้ว
.
ฮิบาริยืนนิ่ง รอให้ร่างสูงแต่งกายให้เขา ทั้งใส่เสื้อ กางเกง ไปจนถึงรองเท้า ตาเรียวเล็กมองคนที่กำลังใส่รองเท้าอีกข้างให้เขา
ทั้งที่ไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้แท้ๆ...
“เดินไหวไหม?” ดีโนถามพลางปัดแขนเสื้อกักกุรันที่เปื้อนฝุ่นออก ปลายนิ้วเชยคางมนสบตาเขา ก้มลงจุมพิตอย่างแผ่วเบาอีกที
“ถ้าให้แกไปส่ง มีแต่ฉันจะเดือดร้อน” คนเคยมีบทเรียนพูดอย่างมั่นใจ นึกถึงโซฟาตัวโปรดในห้องนั้นอย่างคิดถึง อยากจะล้มตัวลงนอนให้สบาย
ราวกับดีโน่อ่านใจได้ ก้มลงกระซิบข้างหูอย่างยั่วเย้า “ไม่ต้องบนโซฟาก็ได้ บนโต๊ะที่ใช้ทำงานอย่างคราวก่อนก็ไม่เลวนะ”
พูดจบก็ต้องเอียงหลบหมัดที่พุ่งตรงส่งให้เขา มือใหญ่รับหมัดนั้นไว้แล้วจับขึ้นมาลงประทับริมฝีปากที่หลังฝ่ามือ
“ไปเองได้ อย่าให้ต้องย้ำ” ดีโน่มองคนหัวรั้นแล้วก็ยิ้มอ่อนโยน ทำอะไรไม่ได้นอกจากยักไหล่ยอมจำนน
“ได้ครับ... ตามแต่รับสั่งเลยเจ้าหญิง” ร่างสูงก้มค้อมตัวเชิงเคารพอย่างขบขัน
“งั้นก็หายหัวไปซะ เจ้าสัตว์รับใช้” พูดจบร่างบางก็เดินลิ่วไปยังประตูทันที คนเป็นสัตว์รับใช้ก็โค้งรับคำอย่างเต็มใจ
เอาเถอะ คราวหน้าค่อยมาใหม่ก็ได้....
“เคียวยะ” เจ้าของชื่อชะงัก หันกลับมามองด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ร่างสูงเดินเข้าไปใกล้ ก้มตัวลงหอมแก้มฟอดใหญ่จากคนเจ้าระเบียบ ไม่ลืมที่จะพูดคำที่ตั้งใจจะบอกตั้งแต่แรกข้างหูนิ่ม
“รักนะเคียวยะ”
ร่างบางมองรอยยิ้มบนใบหน้ามาเฟียแล้วก็อดไม่ได้ที่จะตอบกลับไปว่า “ไสหัวไปซะ...”
.
And that's all ?
******************************************
*คนแต่งขอนอนตาย*
ไม่อยากจะถมขาวเลย แต่ก็เอาเถอะ เพื่อความปลอดภัย...
edit @ 7 Mar 2008 23:08:20 by 『 F. 』
)







กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
ทั้งภาษาที่ใช้ แล้วก็สำนวน เยี่ยมมากเลยค้าบบ
#1 By C y N t H i A on 2008-03-07 23:18