[Reborn Fanfic] : Truth - 4
posted on 08 Apr 2008 22:25 by felon in Reborn
[Reborn Fanfic] : Truth - 4
Main : 8059
Type : Y (*Warning*)
------------------------------------------------------------------
เเพียงแค่นายจะหันกลับมามองบ้างเท่านั้น....
เขาโดนหลบหน้า...
ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้ไม่โดน แต่ครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะหนักที่สุด ไม่เข้าใกล้ ไม่คุย ไม่สบตา ไม่มอง ถึงขนาดที่ว่า ไม่หงุดหงิดใส่เขา นั่นทำให้ต้องนึกทวนเหตุการณ์ไปเมื่อตอนกลางวัน คำพูดที่ร่างบางพูดกับเขา เขาก็ยังไม่เข้าใจเท่าไรนัก แต่เขาสามารถพูด ได้เต็มปากว่าไม่ได้ชอบฮิบาริ เคียวยะเลยแม้แต่น้อย แต่ถ้าถามว่าติดใจฉลามที่มีผมสีเงินเทายาวพริ้วนั่น ก็ตอบได้ว่าติดใจอยู่บ้าง ยังไงก็ค่อนข้างจะชอบอาวุธประเภทดาบเหมือนกัน คบเอาไว้คุยกันก็ท่าจะดี
ร่างบางต้องการจะพูดอะไรกันแน่? อยู่ดีๆก็มาตะคอกใส่เหมือนกันเขาเป็นคนผิดอย่างนั้นแหละ เขาค่อนข้างที่จะมั่นใจดี อยู่ว่าไม่ได้แสดงสีหน้าอื่นออกไปนอกเสียจากความตกใจ แต่ก็ที่เขาโดนโวยและหลบหน้าตลอดวันแบบนี้ มันไม่สมเหตุ สมผลเอาเสียเลย
ไม่อยากจะคิดเข้าข้างตัวเองว่ากำลังถูกหึงหวง แต่จากทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมา มันเป็นคำตอบที่เขารู้ดีแก่ใจอยู่ว่า ไม่ว่ายังไงก็มีมีทางใช่..
ยามาโมะโตะแค่นยิ้มกับตัวเองอย่างเจ็บปวด เขาทำได้แค่เข้าหา เดินเข้าไปเท่าไหร่ ยิ่งโดนเดินหนีจากไปไกลมากขึ้น ยิ่งดูเหมือนจะใกล้ชิด แต่กลับเหินห่างออกไป
คิดถึงตอนศึกชิงแหวน ร่างบางที่ท่วมไปด้วยเลือดทำเขาใจหายหลายต่อหลายครั้ง ยิ่งบาดแผลเพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่ เขายิ่งเจ็บปวดใจมากขึ้นเท่านั้น ในใจมันยิ่งสั่น ร้องก้องราวกับคนบ้าด้วยหวังว่านายจะกลับออกมา แล้วก็กลับออกมา แต่ไม่ใช่เพื่อเขา....เพื่อ ‘ท่านรุ่นที่สิบ’ ต่างหาก....
เจ็บปวดและช้ำใจจนไม่รู้จะบรรยายมันออกมาทั้งหมดได้ยังไง ทั้งๆที่รู้สึกถึงขนาดนี้ เป็นเพราะตัวเขาเองรึเปล่า ที่เฉยชามากเกินไป ทำให้ทุกอย่างกลายเป็นอย่างนี้ เห็นทีจะต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว....
.
เขากำลังหลบหน้า....
ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยทำ แต่มีครั้งที่นี่แหละที่เขากำลังใช้วิธีอย่างคนขี้ขลาด ไม่พูด ไม่สบตา แถมยังใช้วิธีเดินหนีอีก ทั้งที่ไม่รู้ว่าทำไมถึงตาขาวได้ขนาดนี้ ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าตะคอกไปขนาดนั้นแล้วได้อะไร เขากำลังต้องการ อะไรกันแน่ จะเป็นคำถามที่ต้องการคำตอบรึก็เปล่า เขาไม่ได้อยากรู้อะไรทั้งนั้น ยิ่งถ้าหนึ่งในข้อตัวเลือกที่เขาโวย ใส่ไปมันเป็นความจริงล่ะก็...เขาก็คงทนไม่ได้แน่ๆ
ไม่อยากจะคิดว่าตัวเองกำลังแสดงท่าทีหึงหวงใส่ ที่จริงตัวเขาเองไม่มีสิทธิ์ทำท่าแบบนั้นด้วยซ้ำ รู้ทั้งรู้ดีอยู่แล้ว ว่าเขาเองก็เหมือนกันคนอื่นๆ เป็นที่ได้รับรอยยิ้มเหมือนคนอื่นๆ ได้รับความเป็นห่วงเป็นใยเหมือนคนอื่นๆ แล้วมันจะสำคัญอะไร? เขามีสิทธิ์วิเศษวิโสกว่าคนอื่นตรงไหน? ไม่มีเลย....
หวนคิดถึงตอนที่เข้าร่วมศึกชิงแหวน ได้แต่ยืนลุ้นใจแทบขาด รู้สึกหงุดหงิดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อาจจะเรียกได้ว่า เป็นห่วงจนแทบอยากจะก่นด่าร่างสูง ทั้งยังตอนท้ายสีหน้าเจ้าบ้าเบสบอลที่น้อยครั้งเขาจะเห็น สีหน้าเป็นห่วง เป็นใยอย่างแท้จริง....เป็นห่วงฉลามบ้านั่น.... แล้วก่อนหน้านั้นก็กับเจ้าคณะกรรมการบ้าเลือดนั่นอีก...สีหน้าแบบนั้น เห็นแล้วเจ็บปวดที่สุด....
ยิ่งเห็นอีกฝ่ายเข้าหา เขายิ่งอยากถอยออกมาให้ไกล ยิ่งทำทีว่าสนิทกันมาขึ้นเท่าไหร่ เขายิ่งอยากเหินห่างออกไปอีก เพราะว่าไม่ต้องการ....ถ้าจะให้เขาเหมือนกับคนอื่นๆ เขาไม่อยากได้!
.
พอหมดเวลาคาบสุดท้าย โกคุเทระก็ตรงฉิวกลับที่พักของตัวเองทันทีหลังจากที่ล่ำลาสึนะเป็นที่เรียบร้อย หางตาแลไป เห็นคนที่กำลังวิ่งตามเขามาอยู่ ไม่ใช่ใครที่ไหน ยามาโมโตะนั่นเอง
โกคุเทระเห็นแล้วก็ขุ่นเคืองใจ เดาออกว่าอีกฝ่ายตามเขามาเรื่องอะไรยิ่งทำให้หงุดหงิด คงตั้งใจจะมาอธิบายสินะ... ตามมาตอบหรือเปล่าว่าที่จริงแล้วมนุษย์ที่มีสมองเท่าลูกเบสบอลแบบนั้นจะชอบคนไหนมากกว่ากัน? หรือไม่ก็คงมาถามว่า สิ่งที่เขาตะคอกไปนั้นมันหมายความว่าอย่างไร?คิดถึงความซื่อบื้อของคนที่เอาแต่คิดเรื่องเบสบอลก็คงไม่พ้น สองตัวอย่างที่เขาคิดขึ้นในใจนี่อย่างแน่นอน
“นายเป็นอะไรไป?” ยามาโมโตะจับเข้าที่ต้นแขนบาง รั้งให้หันหน้ากลับมาคุยด้วย
“ไม่ได้เป็นอะไรทั้งนั้น ไปให้พ้น!!!” ร่างบางพยายามกระตุกแขนกลับ หันไปมองคนยื้อด้วยความโมโห “จะไม่ปล่อยใช่ไหม?”
“ใช่ จนกว่าจะคุยกันให้รู้เรื่อง” ยิ่งยามาโมโตะนิ่งเท่าไหร่ โกคุเทระยิ่งเหมือนจะสติแตกได้มากขึ้นเท่านั้น ท่าทีนิ่งสงบของคน ร่างสูงจุดระเบิดความอดทนของเขาจนได้
“งั้นก็ดับไปซะ!!!!”
ตูม!!!
ระเบิดขนาดจิ๋วเพียงแค่ลูกเดียวก็ทำเอายามาโมโตะกระเด็นไปด้านหลัง ยังดีที่เขาใช้แขนกันเอาไว้จึงไม่ได้บาดเจ็บ อะไรมาก แต่ที่หน้าผากโดนสะเก็ดระเบิดเข้าเป็นรอยแผลยาว เลือดสีแดงข้นไหลเป็นทางลงข้างแก้ม ส่วนตัวมือระเบิด ก็อาศัยควัน วิ่งหนีหายไปเสียแล้ว ร่างสูงไม่รอช้า ลุกขึ้นวิ่งตามไปในทันที ยังไงก็คิดว่าอีกฝ่ายต้องกลับ ที่พักเป็นแน่
“อยากโดนอีกหรือไง?”
โกคุเทระดึงประตูห้อง ยื้อกับอีกแรงที่พยายามผลักเข้ามา สุดท้ายยามาโมโตะก็เป็นฝ่ายชนะ เขาดันร่างของตัวเอง เข้าไปในห้องจนได้
“คุยกันหน่อยไม่ได้หรือไง?” ร่างสูงคว้าไหล่คนเจ้าอารมณ์ไว้ “ต่อให้โยนระเบิดมาอีกฉันก็จะไม่ปล่อยมือ”
โกคุเทระเบือนหน้าไปหวังจะต่อว่า ดันเหลือบไปเห็นเลือดที่ไหลเป็นทางยาวจากหน้าผากจรดคางก็ตกใจ รู้ตัวทันใดว่า บาดแผลนั้นมาจากฝีมือตัวเอง
“บ้าเอ๊ย!!”
เสียงสบถรอดริมฝีปาก เข้าไม่ได้ตั้งใจทำให้เป็นแผลเลยแม้แต่น้อย ไม่ได้อยากให้บาดเจ็บสักนิด เป็นเพราะอารมณ์พา ไปแท้ๆ
“อยู่กับฉันมันน่าหงุดหงิดมากเลยหรือไง?” ร่างสูงตีความไปว่าคำสบถนั้นเกิดจากความหงุดหงิดที่ต้องมาอยู่กับเขา
โกคุเทระตอบสวนไปทันที “ใช่!”
ยามาโมโตะเงียบไป เลื่อนสายตามองลงพื้นกระเบื้องสี่เหลี่ยมสีขาวที่เท้าของเขาเหยียบอยู่ ในอกเจ็บแปลบไปหมด นึกอยากจะปล่อยมือแล้ววิ่งออกไปจากห้องนี้ เขาอาจจะอ่อนแอเกินกว่าที่จะรับคำพูดตรงๆแบบนี้ได้
“หงุดหงิด! หงุดหงิดรอยยิ้มของนาย!” เท่านั้นเอง ยามาโมโตะก็กระตุกยิ้มฝืนๆ สายตายังจับจ้องอยู่ที่พื้น
“ฉันก็หงุดหงิดรอยยิ้มของนายเหมือนกัน....” คราวนี้โกคุเทระเงียบไปบ้าง ดวงตาสีเขียวจ้อง มนุษย์เบสบอลที่ทำหน้าเคร่งขรึมเสียจนน่ากลัว “ยิ้มให้แต่กับสึนะคนเดียว...ไม่เลือกปฏิบัติไปหน่อยหรือไง?”
“ใครเขาจะไปชอบแจกยิ้มแบบนายกัน!?” โกคุเทระแหวกลับ ดูเหมือนประเด็นของทั้งคู่เริ่มงี่เง่าขึ้นทุกที ไม่ใช่ว่าจะไม่รู้ตัว แต่มันอดเถียงไม่ได้ “ที่ฉันหงุดหงิดก็เพราะนายชอบยิ้มไปทั่วนั่นแหละ!!!”
“ยิ้มไปทั่วมันผิดตรงไหนหรือไง?”
“ไม่รู้เว้ย! แต่ไม่ชอบ! ถ้าจะยิ้มก็ยิ้มให้ฉันคนเดียวสิ!!”
สิ้นคำของโกคุทระทุกอย่างก็เงียบงัน กว่าที่เจ้าตัวจะรู้ว่าพูดอะไรออกมาก็เมื่อยามาโมโตะยิ้มน้อยๆแล้วพูดตอบกลับมาว่า
“ฉันก็อยากให้นายยิ้มให้ฉันคนเดียวเหมือนกัน...”
.
.
.
“อือ...”
ปลายลิ้นคลุกเคล้าเลือดเค็มปร่าละลายไปกับความหวาน ของรสจูบ มือใหญ่เลื่อนเข้าใต้สาบเสื้อพลางปลดกระดุมร่างบาง ที่ติดอยู่ไม่กี่เม็ดให้คลายออก เลื่อนเสื้อยืดด้านในให้เปิดขึ้น ไล่รุกร่างบางไปจนติดผนังห้อง ปลายลิ้วลูบไล้เชื่องช้าเรียกเสียงครางในลำคอ ยิ่งเข้าบดขยี้ยอดยกชูชันด้วยปลายนิ้วเสียงหวานก็ยิ่งดังลอดจาก ริมฝีปากให้ได้ยิน มือร่างบางรั้งคอเสื้อเชิร์ตอีกฝ่ายเข้าหาตัว อย่างเผลอไผลไปกับรสจูบเร่าร้อน สะโพกบางแอ่นขึ้น เข้าเสียดสีผ่านเนื้อผ้าอย่างทรมาน
“อย่าทำแบบนี้สิ...” ร่างสูงพูดด้วยเสียงแหบต่ำ จับเข้าที่มือบางที่รั้งคอเสื้อของเขาอยู่ ค่อยๆเลื่อนมันขึ้นมาประทับจูบ ลงไปบนนิ้วมือที่มีแต่แหวน “เดี๋ยวฉันก็ไม่หยุดแค่นี้หรอก...”
ดวงตาเหลือบขึ้นประสานกัน ใบหน้าขยับเคลื่อนเข้าใกล้จนหน้าผากชนกัน ปลายจมูกเข้าคลอเคลียจนได้ยินเสียง ลมหายใจของกันและกัน ได้ยินแม้กระทั่งจังหวะการเต้นถี่ระรัวของหัวใจ ริมฝีปากแตะสัมผัสผะแผ่วรั้งรอราวกับว่า กำลังฉุดดึงตัวเองเอาไว้ไม่ให้เลยเถิดไปมากกว่านี้ ร่างสูงกลืนน้ำลายลงอย่างฝืดคอ พยายามถอยหนีสะโพก ที่เข้าเสียดสีเย้าใจ แต่คำพูดแผ่วเบาของร่างบางก็ทำให้ทุกอย่างทลายลงสิ้น
“...งั้นก็อย่าหยุดสิ”
Main : 8059
Type : Y (*Warning*)
------------------------------------------------------------------
เเพียงแค่นายจะหันกลับมามองบ้างเท่านั้น....
เขาโดนหลบหน้า...
ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้ไม่โดน แต่ครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะหนักที่สุด ไม่เข้าใกล้ ไม่คุย ไม่สบตา ไม่มอง ถึงขนาดที่ว่า ไม่หงุดหงิดใส่เขา นั่นทำให้ต้องนึกทวนเหตุการณ์ไปเมื่อตอนกลางวัน คำพูดที่ร่างบางพูดกับเขา เขาก็ยังไม่เข้าใจเท่าไรนัก แต่เขาสามารถพูด ได้เต็มปากว่าไม่ได้ชอบฮิบาริ เคียวยะเลยแม้แต่น้อย แต่ถ้าถามว่าติดใจฉลามที่มีผมสีเงินเทายาวพริ้วนั่น ก็ตอบได้ว่าติดใจอยู่บ้าง ยังไงก็ค่อนข้างจะชอบอาวุธประเภทดาบเหมือนกัน คบเอาไว้คุยกันก็ท่าจะดี
ร่างบางต้องการจะพูดอะไรกันแน่? อยู่ดีๆก็มาตะคอกใส่เหมือนกันเขาเป็นคนผิดอย่างนั้นแหละ เขาค่อนข้างที่จะมั่นใจดี อยู่ว่าไม่ได้แสดงสีหน้าอื่นออกไปนอกเสียจากความตกใจ แต่ก็ที่เขาโดนโวยและหลบหน้าตลอดวันแบบนี้ มันไม่สมเหตุ สมผลเอาเสียเลย
ไม่อยากจะคิดเข้าข้างตัวเองว่ากำลังถูกหึงหวง แต่จากทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมา มันเป็นคำตอบที่เขารู้ดีแก่ใจอยู่ว่า ไม่ว่ายังไงก็มีมีทางใช่..
ยามาโมะโตะแค่นยิ้มกับตัวเองอย่างเจ็บปวด เขาทำได้แค่เข้าหา เดินเข้าไปเท่าไหร่ ยิ่งโดนเดินหนีจากไปไกลมากขึ้น ยิ่งดูเหมือนจะใกล้ชิด แต่กลับเหินห่างออกไป
คิดถึงตอนศึกชิงแหวน ร่างบางที่ท่วมไปด้วยเลือดทำเขาใจหายหลายต่อหลายครั้ง ยิ่งบาดแผลเพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่ เขายิ่งเจ็บปวดใจมากขึ้นเท่านั้น ในใจมันยิ่งสั่น ร้องก้องราวกับคนบ้าด้วยหวังว่านายจะกลับออกมา แล้วก็กลับออกมา แต่ไม่ใช่เพื่อเขา....เพื่อ ‘ท่านรุ่นที่สิบ’ ต่างหาก....
เจ็บปวดและช้ำใจจนไม่รู้จะบรรยายมันออกมาทั้งหมดได้ยังไง ทั้งๆที่รู้สึกถึงขนาดนี้ เป็นเพราะตัวเขาเองรึเปล่า ที่เฉยชามากเกินไป ทำให้ทุกอย่างกลายเป็นอย่างนี้ เห็นทีจะต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว....
.
เพียงแค่นายจะมองแต่ฉันคนเดียว....
ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยทำ แต่มีครั้งที่นี่แหละที่เขากำลังใช้วิธีอย่างคนขี้ขลาด ไม่พูด ไม่สบตา แถมยังใช้วิธีเดินหนีอีก ทั้งที่ไม่รู้ว่าทำไมถึงตาขาวได้ขนาดนี้ ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าตะคอกไปขนาดนั้นแล้วได้อะไร เขากำลังต้องการ อะไรกันแน่ จะเป็นคำถามที่ต้องการคำตอบรึก็เปล่า เขาไม่ได้อยากรู้อะไรทั้งนั้น ยิ่งถ้าหนึ่งในข้อตัวเลือกที่เขาโวย ใส่ไปมันเป็นความจริงล่ะก็...เขาก็คงทนไม่ได้แน่ๆ
ไม่อยากจะคิดว่าตัวเองกำลังแสดงท่าทีหึงหวงใส่ ที่จริงตัวเขาเองไม่มีสิทธิ์ทำท่าแบบนั้นด้วยซ้ำ รู้ทั้งรู้ดีอยู่แล้ว ว่าเขาเองก็เหมือนกันคนอื่นๆ เป็นที่ได้รับรอยยิ้มเหมือนคนอื่นๆ ได้รับความเป็นห่วงเป็นใยเหมือนคนอื่นๆ แล้วมันจะสำคัญอะไร? เขามีสิทธิ์วิเศษวิโสกว่าคนอื่นตรงไหน? ไม่มีเลย....
หวนคิดถึงตอนที่เข้าร่วมศึกชิงแหวน ได้แต่ยืนลุ้นใจแทบขาด รู้สึกหงุดหงิดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อาจจะเรียกได้ว่า เป็นห่วงจนแทบอยากจะก่นด่าร่างสูง ทั้งยังตอนท้ายสีหน้าเจ้าบ้าเบสบอลที่น้อยครั้งเขาจะเห็น สีหน้าเป็นห่วง เป็นใยอย่างแท้จริง....เป็นห่วงฉลามบ้านั่น.... แล้วก่อนหน้านั้นก็กับเจ้าคณะกรรมการบ้าเลือดนั่นอีก...สีหน้าแบบนั้น เห็นแล้วเจ็บปวดที่สุด....
ยิ่งเห็นอีกฝ่ายเข้าหา เขายิ่งอยากถอยออกมาให้ไกล ยิ่งทำทีว่าสนิทกันมาขึ้นเท่าไหร่ เขายิ่งอยากเหินห่างออกไปอีก เพราะว่าไม่ต้องการ....ถ้าจะให้เขาเหมือนกับคนอื่นๆ เขาไม่อยากได้!
.
พอหมดเวลาคาบสุดท้าย โกคุเทระก็ตรงฉิวกลับที่พักของตัวเองทันทีหลังจากที่ล่ำลาสึนะเป็นที่เรียบร้อย หางตาแลไป เห็นคนที่กำลังวิ่งตามเขามาอยู่ ไม่ใช่ใครที่ไหน ยามาโมโตะนั่นเอง
โกคุเทระเห็นแล้วก็ขุ่นเคืองใจ เดาออกว่าอีกฝ่ายตามเขามาเรื่องอะไรยิ่งทำให้หงุดหงิด คงตั้งใจจะมาอธิบายสินะ... ตามมาตอบหรือเปล่าว่าที่จริงแล้วมนุษย์ที่มีสมองเท่าลูกเบสบอลแบบนั้นจะชอบคนไหนมากกว่ากัน? หรือไม่ก็คงมาถามว่า สิ่งที่เขาตะคอกไปนั้นมันหมายความว่าอย่างไร?คิดถึงความซื่อบื้อของคนที่เอาแต่คิดเรื่องเบสบอลก็คงไม่พ้น สองตัวอย่างที่เขาคิดขึ้นในใจนี่อย่างแน่นอน
“นายเป็นอะไรไป?” ยามาโมโตะจับเข้าที่ต้นแขนบาง รั้งให้หันหน้ากลับมาคุยด้วย
“ไม่ได้เป็นอะไรทั้งนั้น ไปให้พ้น!!!” ร่างบางพยายามกระตุกแขนกลับ หันไปมองคนยื้อด้วยความโมโห “จะไม่ปล่อยใช่ไหม?”
“ใช่ จนกว่าจะคุยกันให้รู้เรื่อง” ยิ่งยามาโมโตะนิ่งเท่าไหร่ โกคุเทระยิ่งเหมือนจะสติแตกได้มากขึ้นเท่านั้น ท่าทีนิ่งสงบของคน ร่างสูงจุดระเบิดความอดทนของเขาจนได้
“งั้นก็ดับไปซะ!!!!”
ตูม!!!
ระเบิดขนาดจิ๋วเพียงแค่ลูกเดียวก็ทำเอายามาโมโตะกระเด็นไปด้านหลัง ยังดีที่เขาใช้แขนกันเอาไว้จึงไม่ได้บาดเจ็บ อะไรมาก แต่ที่หน้าผากโดนสะเก็ดระเบิดเข้าเป็นรอยแผลยาว เลือดสีแดงข้นไหลเป็นทางลงข้างแก้ม ส่วนตัวมือระเบิด ก็อาศัยควัน วิ่งหนีหายไปเสียแล้ว ร่างสูงไม่รอช้า ลุกขึ้นวิ่งตามไปในทันที ยังไงก็คิดว่าอีกฝ่ายต้องกลับ ที่พักเป็นแน่
“อยากโดนอีกหรือไง?”
โกคุเทระดึงประตูห้อง ยื้อกับอีกแรงที่พยายามผลักเข้ามา สุดท้ายยามาโมโตะก็เป็นฝ่ายชนะ เขาดันร่างของตัวเอง เข้าไปในห้องจนได้
“คุยกันหน่อยไม่ได้หรือไง?” ร่างสูงคว้าไหล่คนเจ้าอารมณ์ไว้ “ต่อให้โยนระเบิดมาอีกฉันก็จะไม่ปล่อยมือ”
โกคุเทระเบือนหน้าไปหวังจะต่อว่า ดันเหลือบไปเห็นเลือดที่ไหลเป็นทางยาวจากหน้าผากจรดคางก็ตกใจ รู้ตัวทันใดว่า บาดแผลนั้นมาจากฝีมือตัวเอง
“บ้าเอ๊ย!!”
เสียงสบถรอดริมฝีปาก เข้าไม่ได้ตั้งใจทำให้เป็นแผลเลยแม้แต่น้อย ไม่ได้อยากให้บาดเจ็บสักนิด เป็นเพราะอารมณ์พา ไปแท้ๆ
“อยู่กับฉันมันน่าหงุดหงิดมากเลยหรือไง?” ร่างสูงตีความไปว่าคำสบถนั้นเกิดจากความหงุดหงิดที่ต้องมาอยู่กับเขา
โกคุเทระตอบสวนไปทันที “ใช่!”
ยามาโมโตะเงียบไป เลื่อนสายตามองลงพื้นกระเบื้องสี่เหลี่ยมสีขาวที่เท้าของเขาเหยียบอยู่ ในอกเจ็บแปลบไปหมด นึกอยากจะปล่อยมือแล้ววิ่งออกไปจากห้องนี้ เขาอาจจะอ่อนแอเกินกว่าที่จะรับคำพูดตรงๆแบบนี้ได้
“หงุดหงิด! หงุดหงิดรอยยิ้มของนาย!” เท่านั้นเอง ยามาโมโตะก็กระตุกยิ้มฝืนๆ สายตายังจับจ้องอยู่ที่พื้น
“ฉันก็หงุดหงิดรอยยิ้มของนายเหมือนกัน....” คราวนี้โกคุเทระเงียบไปบ้าง ดวงตาสีเขียวจ้อง มนุษย์เบสบอลที่ทำหน้าเคร่งขรึมเสียจนน่ากลัว “ยิ้มให้แต่กับสึนะคนเดียว...ไม่เลือกปฏิบัติไปหน่อยหรือไง?”
“ใครเขาจะไปชอบแจกยิ้มแบบนายกัน!?” โกคุเทระแหวกลับ ดูเหมือนประเด็นของทั้งคู่เริ่มงี่เง่าขึ้นทุกที ไม่ใช่ว่าจะไม่รู้ตัว แต่มันอดเถียงไม่ได้ “ที่ฉันหงุดหงิดก็เพราะนายชอบยิ้มไปทั่วนั่นแหละ!!!”
“ยิ้มไปทั่วมันผิดตรงไหนหรือไง?”
“ไม่รู้เว้ย! แต่ไม่ชอบ! ถ้าจะยิ้มก็ยิ้มให้ฉันคนเดียวสิ!!”
สิ้นคำของโกคุทระทุกอย่างก็เงียบงัน กว่าที่เจ้าตัวจะรู้ว่าพูดอะไรออกมาก็เมื่อยามาโมโตะยิ้มน้อยๆแล้วพูดตอบกลับมาว่า
“ฉันก็อยากให้นายยิ้มให้ฉันคนเดียวเหมือนกัน...”
.
.
.
“อือ...”
ปลายลิ้นคลุกเคล้าเลือดเค็มปร่าละลายไปกับความหวาน ของรสจูบ มือใหญ่เลื่อนเข้าใต้สาบเสื้อพลางปลดกระดุมร่างบาง ที่ติดอยู่ไม่กี่เม็ดให้คลายออก เลื่อนเสื้อยืดด้านในให้เปิดขึ้น ไล่รุกร่างบางไปจนติดผนังห้อง ปลายลิ้วลูบไล้เชื่องช้าเรียกเสียงครางในลำคอ ยิ่งเข้าบดขยี้ยอดยกชูชันด้วยปลายนิ้วเสียงหวานก็ยิ่งดังลอดจาก ริมฝีปากให้ได้ยิน มือร่างบางรั้งคอเสื้อเชิร์ตอีกฝ่ายเข้าหาตัว อย่างเผลอไผลไปกับรสจูบเร่าร้อน สะโพกบางแอ่นขึ้น เข้าเสียดสีผ่านเนื้อผ้าอย่างทรมาน
“อย่าทำแบบนี้สิ...” ร่างสูงพูดด้วยเสียงแหบต่ำ จับเข้าที่มือบางที่รั้งคอเสื้อของเขาอยู่ ค่อยๆเลื่อนมันขึ้นมาประทับจูบ ลงไปบนนิ้วมือที่มีแต่แหวน “เดี๋ยวฉันก็ไม่หยุดแค่นี้หรอก...”
ดวงตาเหลือบขึ้นประสานกัน ใบหน้าขยับเคลื่อนเข้าใกล้จนหน้าผากชนกัน ปลายจมูกเข้าคลอเคลียจนได้ยินเสียง ลมหายใจของกันและกัน ได้ยินแม้กระทั่งจังหวะการเต้นถี่ระรัวของหัวใจ ริมฝีปากแตะสัมผัสผะแผ่วรั้งรอราวกับว่า กำลังฉุดดึงตัวเองเอาไว้ไม่ให้เลยเถิดไปมากกว่านี้ ร่างสูงกลืนน้ำลายลงอย่างฝืดคอ พยายามถอยหนีสะโพก ที่เข้าเสียดสีเย้าใจ แต่คำพูดแผ่วเบาของร่างบางก็ทำให้ทุกอย่างทลายลงสิ้น
“...งั้นก็อย่าหยุดสิ”
edit @ 8 Apr 2008 22:31:01 by 『 F. 』
Tags: fic, reborn, yaoi9 Comments









ไอ้แมวน้ำบ้าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ถ้าไม่รีบมาต่อนะ ฮึ่ม!!!!
ชั้นจะเอาทาโร่ยัดปากจริงๆด้วย
เอาตอนต่อไปมาเดี๋ยวนี้!!!!!!!!!!!!!!!!
#1 By . : : ZePhyRuS : : . on 2008-04-08 22:40