[Reborn fanfic] : Glow 7

posted on 04 Sep 2008 15:53 by felon  in Reborn

[Reborn fanfic] : Glow 7
Main : Iemitsu * Tsuyoshi
Type : Y
Rate : NC-15


________________________________________

"หายไป" คงเป็นคำจำกัดความที่กระจ่างมาที่สุดสำหรับทั้งคู่ ไม่รู้ว่าฝ่ายไหนหายไปก่อน หรืออาจจะหายไปพร้อมๆกัน
จะ เปรียบเหมือนว่าความรู้สึกทั้งหมดหยุดลงแล้วก็ไม่ใช่ ความคิดถึงยังคงมีอยู่เสมอไม่ว่าจากฝ่ายใด คำพูดที่อยากจะพร่ำบอก สัมผัสที่ขาดหาย ไม่มีใครไม่โหยหา

แต่คำว่า "หายไป" ยังคงใช้ได้ดีกับสถานการณ์ตอนนี้ ซึ่งแน่นอนว่าฝั่งญี่ปุ่นไม่รู้หรอกว่าฝั่งอิตาลีไปถึงไหน ขณะเดียวกันทางฝั่งอิตาลีก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทางฝั่งญี่ปุ่นเป็นไงบ้าง ที่แน่นอนคือ ทั้งคู่ไม่มีวลีที่ว่า "รักแท้แพ้ใกล้ชิด" อะไรเทือกนั้นในพจนานุกรมของตัวเอง หรืออาจจะตีความได้อีกอย่างว่า "ใครรักใครล่ะ?" ในเมื่อไม่มีใครเคยพูดขึ้นมาเลยสักคน

เครื่องมือ สื่อสารที่ทันสมัยขึ้นตามลำดับพัฒนาการด้านเทคโนโลยีที่มนุษชาติพากเพียรค้น คิดก็ดูเหมือนจะไม่ได้ใช้เป็นสื่อกลางในการสื่อสารของทั้งคู่เลย ถ้าเอากันจริงๆก็พูดได้ว่า แค่เดือนแรกเท่านั้นที่ใช้ติดต่อกัน จากนั้นทุกอย่างก็ "หายไป"
ไม่มีใครโทรมา ไม่มีใครโทรไป ต่างฝ่ายต่างไม่อยากรบกวนธุระของอีกคน น่าสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่า "แล้วเมื่อไหร่มันจะได้คุยกัน?" พอๆกับที่ตัวละครในเรื่องสงสัยนั่นแหละ เพียงแต่ทางฝั่งอิตาลีหายใจแบบมีชนักปักหลังยากจะดึง เนื่องจากตัวเขาเองเทียวไปเทียวมาทั้งในและนอกอิตาลีโดยไม่เฉี่ยวประเทศ เล็กๆที่เรียกว่า "เจปอนเน่" เลยแม้แต่เสี้ยว
คำว่า "เทียวไปเทียวมา" ค่อนข้างจะหมายความว่า "ไม่อยู่กับที่" การเปลี่ยนประเทศเหยียบบ่อยๆทำให้ยากที่จะติดต่อถ้าจะว่ากันตามขั้นตอนการ ติดต่อข้ามประเทศ

พูดถึงอีกฝั่งที่มีแต่โทรศัพท์บ้าน เกือบปีที่เวลาหมุนผ่านไปทำให้คนฝีมือดีเปิดร้านอาหารขึ้นมาอีกครั้งหลังจาก ที่ก่อนหน้านั้นปิดลงด้วยเหตุผลทางครอบครัว ซึ่งคนเปิดรู้ตัวเลยว่าสาเหตุที่ทำให้ต้องฟื้นฟูกิจการอีกครั้งเพียงเพราะ เขาทนไม่ได้ที่จะอยู่เงียบๆคนเดียวอีกต่อไป
โทรศัพท์"ร้าน"ที่กำลัง เฟื่องฟูมีลูกค้าเก่าแก่และใหม่เอี่ยมโทรมาสั่งอาหารแทบเรียกได้ว่าหัวกระได ไม่แห้ง แต่คนอ่านหน้าไหนก็ตราหน้าเขาไม่ได้ว่ามันคือวิธีที่ทำให้คิดถึงอีกฝ่ายน้อย ลง เพราะเวลาจับเครื่องครัวทีไร สมองมักจะนึกถึงอีกคนขึ้นมาเสมอ ผลก็คือมันทำให้เขามีความตั้งใจที่จะทำมันออกมาเหมือนกับให้คนในห้วงคำนึง ได้ทาน

แล้วต่างฝ่ายต่างคิดถึงมันจะได้อะไรในเมื่อไม่เจอหน้ากันเลย? ฝั่งอิตาลีก็ปลีกตัวไม่ได้เนื่องจากเรื่องในวงการมันรัดพันรอบตัวท่วมหัว ฝั่งญี่ปุ่นที่กิจการไปได้สวยก็ไม่ได้คิดจะออกนอกประเทศอยู่แล้ว
สิ่งเดียวที่ยังดำเนินต่อไปคือความคิดถึงและความรู้สึกของคนทั้งคู่ที่ไม่มีใครเคยเอ่ยบอกพูดสถานะมันออกมา

หนึ่งปีช่างแสนนานและห่างไกลมันยังทรมานน้อยเกินไปในความคิดของพระผู้เป็นเจ้า คำว่า "หายไป" ก็ต้องเอามาใช้กันอีกปีกว่า
อย่าง ที่มีคนพูดว่าพระองค์คงไม่ใจร้ายกับพวกเราเกินไปนัก ด้วยโชคชะตาหรือฝีมือลูกช้างตัวน้อยๆก็ไม่แน่ใจ แต่อิเอมิทสึได้เหยียบแผ่นดินบ้านเกิดอีกครั้งหลังจากที่หายไปร่วมสองปี ครึ่ง
ลองนึกภาพดูถึงบ้านที่เงียบกริบ สงบสุขแทบเหมือนไม่มีคนอยู่บ้าน ตอนนี้กลับเป็นร้านที่ส่งเสียงล้งเล้งกัน คนยืนหน้าบ้านยามหัวค่ำได้ยินเสียงราวกับมีงานวัดจัดในบ้านเลยทีเดียว ภาพสองภาพในหัวกับที่มองเห็นอยู่มันช่างขัดกันจนอดลังเลไม่ได้ว่าที่นี่มัน ที่ไหนกัน ถึงตัวบ้านจะคุ้นหูคุ้นตาก็เถอะ
พอเปิดประตูเข้าไปก็ได้ยิน เสียงเจ้าของร้านตะโกนรับแขกแข่งกับเสียงเอะอะจอแจของลูกค้าที่แน่นร้าน ยังดีที่คนเพิ่งมาถึงเห็นหน้าคุ้นๆที่เคาน์เตอร์จึงได้เดินเข้าไปประหนึ่ง เป็นการ make sure ว่ามาไม่ผิดหลัง เสียงรับออเดอร์ดังขึ้นทันทีที่เขาหยุดอยู่หน้าซูชิบาร์

"กริบ" คงเอามาใช้บรรยายฉากตอนนี้ไม่ได้ เพราะเสียงรอบข้างมันดังนรกแตก มีเพียงแต่คนสองคนที่มองหน้ากันค้างอยู่เหมือนกับต่างฝ่ายต่างได้เห็นมนุษย์ ต่างดาวงอกขึ้นมาจากปลาแซลมอน โดยเฉพาะเจ้าของ"ร้าน"ที่ตาค้างไปแล้ว น่านับถือที่มือยังคงทำงานอยู่เหมือนเครื่องจักรที่ตั้งโปรแกรมไว้
อิเอ มิทสึยิ้มให้ก่อน เขาพูดทักทายเล็กน้อยแล้วนั่งลงที่เคาน์เตอร์โดยไม่ได้สั่งอะไรเลย อันที่จริงเขาก็ไม่เคยสั่งอะไรสักอย่างมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ไม่นานเท่าไหร่เพราะคิดว่าคนทำคงลัดคิวให้อย่างเนียนๆ ชุดนิกิริก็วางลงตรงหน้าเขาก่อนคนเสิร์ฟจะไปวางให้โต๊ะอื่นๆด้วย
กว่าจะ ได้พูดอะไรกันสักคำก็ตอนร้านปิดนั่นแหละ แล้วอย่าหวังว่าจะมีโผเข้ากอดกันด้วยความคิดถึงสุดขั้วหัวใจ อย่างเดียวที่สึโยชิให้คือผ้าขี้ริ้วและรอยยิ้มพร้อมกับคำขอให้ช่วยเคลียร์ ร้านถ้าอยากคุยกันเร็วๆ

หลังจากจัดการอะไรต่อมิอะไรเสร็จทั้งคู่ก็นั่งแผ่อยู่ในห้องรับแขกด้านล่างซึ่งตอนนี้กลายเป็นห้องVIPของลูกค้าไปเรียบร้อย
สึ โยชินั่งพิงผนังอย่างเหนื่อยกายสุขใจ ขณะที่อีกคนเหนื่อยกายล้าไปทั่วตัว เดินทางมาก็เหนื่อยแถมยังโดนใช้ให้ช่วยเก็บร้านอีกแน่ะ แต่ก็ช่างเถอะ เรื่องที่เขาอยากบอกมันสำคัญกว่า

"สึโยชิ..."

เจ้าของชื่อ หันมาพร้อมรอยยิ้ม นั่นทำให้คนเรียกลืมไปเสียสนิทว่าตัวเองจะพูดอะไร สำคัญแค่ไหน ธุระอะไรก็หายไปจากสมองราวกับโดนฟอร์แมต มือประคองหน้าคนยิ้มมาประทับริมฝีปาก ปลายลิ้นดุนดันเร้าจนคนรับแทบละลาย
โชค ดีหรือโชคร้ายก็ไม่รู้ที่คนรับยังมีสติพอที่จะผลักแผงอกอีกฝ่ายรั้นให้ถอน จูบก่อนมันจะเกินเลยไปมากกว่านี้ แต่ปลายจมูกก็ยังอยู่ระรานใบหน้าเขาอยู่ดี

"เมื่อกี้มีอะไรจะพูดไม่ใช่เหรอ?" ไม่พูดพร่ำทำเพลงให้เนื้อเรื่องยืด สึโยชิโยงเข้าประเด็นทันที

" คิดถึง..." คนฟังยิ้มขำ รู้ดีว่าสิ่งที่อีกคนจะบอกมันต้องไม่ใช่เรื่องนี้แน่นอน รู้ทั้งรู้ว่าต่างฝ่ายต่างอยากบอกเล่าว่าตลอดมาที่ "หายไป" มีอะไรเกิดขึ้นกับชีวิตบ้าง แต่นั่นคงไม่สำคัญเท่ากับอีกเรื่องที่จะพูด

เขา ว่าคนเรามีการจำกัดความสำคัญแตกต่างกันไป บางคนเห็นว่าเรื่องๆนึงสำคัญคอขาดบาดตายถึงชีวิต ขณะที่อีกคนคิดเพียงว่ามันเป็นแค่เรื่องจิ๊บจ๊อย แต่ก็มีบางพวกที่จำกัดความตรงใจกัน หรือเข้าใจในการลำดับของอีกคนด้วยที่เคยอยู่ในสถานะเดียวกัน สำหรับคู่เอกในเรื่องจัดอยู่ในกรณีหลัง
คนคนนึงเติบโตมาด้วยการอุปการะ ของคนที่ไม่ใช่พ่อแม่ ได้เรียนได้งานดิบดีจนครั้งหนึ่งบอกกับตัวเองว่า "จะตอบแทน" ซึ่งการตอบแทนมันก็มีหลายแบบแล้วแต่จะเลือก สิ่งนึงที่เกิดขึ้นก็คือคนตอบแทนกับคนรับคิดไม่เหมือนกัน
อายุที่มากขึ้น พร้อมกับเวลาที่เดินไปไม่ใช่เรื่องแปลก แต่บางกลุ่มคนที่เรียกว่าเป็น"คนอุปการะ" ด้วยความประสงค์ดีที่สุดคือ อยากเห็นความสุขความสำเร็จในชีวิต ที่บางทีอาจจะลืมไปว่า "ความสุขความสำเร็จในชีวิต" กับ "ความสุขสำเร็จ(รูป)ในชีวิต" มันไม่เหมือนกัน

มนุษย์ทุกคนมันต้องมีสิ่งที่ไม่อาจทำตามใจตัวเอง บ้าง ตัวเอกของเรื่องคู่นี้ก็กำลังประสบสถานการณ์แบบนั้นอยู่ จะกลืนก็ไม่เข้าจะคายก็ไม่ออก มันจุกคอหอยอยู่อย่างนั้นจนอัดอั้นคั้นใจ
ความจริงที่วิ่งหนีไม่พ้น ปิดบังไปก็เปล่าประโยชน์ สู้บอกอีกฝ่ายไว้เผื่อช่วยคิดหนทางแก้ปัญหาร่วมกันจะดีกว่า

" หนีเสือปะจระเข้" ไม่ก็ "ซวยซ้ำซวยซ้อน" หรือ "ถึงทางตัน" คงใช้ได้ดีกับความรู้สึกของคนที่ถ่อมาจากอิตาลีเพื่อมาเจอปัญหาแบบเดียวกัน ที่แดนซามูไร เมื่อเจอแบบนี้เข้าไปก็ถอนหายใจออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
หัว หนักๆของอิเอมิทสึซบลงบนบ่าแคบอย่างปลงๆ ไม่ใช่ไม่เคยคิดว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้น แต่มันเกินคาดที่มันเกิดขึ้นจากทั้งสองฝ่าย เมื่อลองถามระยะเวลาดูถึงได้รู้ว่าสึโยชิประสบก่อนเขาสามเดือนเท่านั้น

" แล้วจะทำยังไง?" ถามไปอย่างนั้นเพราะคำตอบมันมีอยู่อย่างเดียว พวกเขาไม่ใช่เด็กไร้เหตุผล รู้ดีอยู่แล้วว่าควรทำยังไง อิเอมิทสึจึงเปลี่ยนคำถามเป็น "แนะนำให้ฉันรู้จักบ้างสิว่าใคร?"

มันน่าเศร้าตรงที่ทั้งคู่สามารถยอมรับความเจ็บปวดได้อย่างรวดเร็ว ไม่ได้หมายความว่าไม่ปวดใจ แต่มันหมายถึงปวดเจียนตายแต่ทำอะไรไม่ได้
ร่างสูงฟังอีกคนพูดคร่าวๆแล้วเล่าของตัวเองให้ฟังบ้าง ทั้งนั่นคือสาเหตุที่เขามาญี่ปุ่นด้วย

"อยู่ที่นี่?" สึโยชิทวนคำ ยิ่งรู้ว่าไม่ไกลจากบ้านเขายิ่งตกใจเข้าไปใหญ่ "แล้วนายทำไมไม่ไปหาเธอก่อน??"

" ไว้พรุ่งนี้ก็ได้...ฉันคิดถึงนายมากกว่านี่" อิเอมิทสึว่า "ฉันเคยเจอเขาก่อนหน้านี้มาแล้ว สนิทกันอย่างเร็ว ฉันว่าเราน่าจะเป็นเพื่อนซี้กันมากกว่าจะเป็นสามีภรรยานะ"

สึโยชิหัวเราะ "ก็ดีแล้วนี่ ภรรยาที่คุยได้ถูกคอแล้วไม่ค่อยทะเลาะกัน หาไม่เจอง่ายๆหรอกนะ"

ถึงจะคิดค้านว่า "มันดีตรงไหน?" แต่ก็พูดออกไปไม่ได้ ต่างฝ่ายต่างจุกพอกัน ทำได้เพียงหัวเราะแห้งๆเท่านั้น
เขาเจอ"ว่าที่ภรรยา"มาร่วมหกเดือน สำหรับสึโยชิคงเจอมาจะปีนึงแล้ว ยิ่งทางผู้ใหญ่รู้ว่าถูกคอ เรื่องงานแต่งมันก็ง่ายขึ้น เร็วขึ้น
มัน น่าแค้น...แค้นที่ตัวเองทำอะไรไม่ได้ แต่ไม่ได้เสียใจเลยแม้แต่นิดเดียว อะไรบางอย่างบอกให้รู้ว่าอีกคนยังรู้สึกกับเขาเหมือนเดิมไม่ว่าอะไรจะเกิด ขึ้น และคงมีความเชื่อมั่นนี้เท่านั้นทำให้เขาฝืนตัวเดินหน้าต่อไปได้

" นายจะแต่งงานแล้วเหรอ?" อิเอมิทสึถามกำหนดการ ซึ่งสึโยชิก็เชิญมาร่วมงานด้วยรอยยิ้มแต่ไม่ยินดีเท่าไหร่ และในสองคนที่นั่งคุยกันอยู่นี้คงไม่ยินดีด้วยจากใจแน่ๆ ยิ่งรู้ว่ามันอีกไม่นานยิ่งปวดใจเข้าไปกันใหญ่ "แล้วตอนนี้ฉันยังจูบนายได้อยู่รึเปล่า?"

สึโยชิเคลื่อนเข้าไปมอบจูบให้แทนคำตอบ "จนกว่าเรื่องแบบนี้จะจบลง..."

เหมือน กับว่าความเหนื่อยล้าตลอดวันไม่ได้ช่วยรั้งอะไรเอาไว้ได้ ลมหายใจที่ค่อยกระชั้นขึ้น เหงื่อที่ผุดซึมตามแรงอารมณ์ที่พุ่งสูง เสียงหวานครางในลำคอ ใบหน้าเรียวสะบัดเงยขึ้น มือเหนี่ยวยึดอีกคนเป็นที่พึ่งพิง ชั้นอากาศในห้องพุ่งสูงขึ้นมาทันควัน
ยิ่ง มีคำพูดลอยอยู่ในสมองว่านี่คือครั้งสุดท้าย ยิ่งปล่อยตัวปล่อยใจไปโดยไม่มีใครคิดจะรั้ง ที่ชอบพูดกันว่า "ค่ำคืนนี้อีกยาวนาน" มันกลับสั้นเหลือเกินสำหรับคนสองคน
กระแสเวลาที่ ไม่สามารถยื้อเอาไว้ได้ การเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนจึงเป็นสัจธรรม ทั้งรู้ดีอยู่แล้ว หรือต่อให้เตรียมใจไว้ตั้งแต่แรก เมื่อเวลานั้นมาถึง มันก็ต้องเจ็บปวดอยู่ดี

วุฒิภาวะที่สูงขึ้น อายุที่มากขึ้น และปัจจัยหลายต่อหลายอย่างทำให้ร้องไห้ออกมาไม่ได้ ไม่ได้กลั้นเพียงแต่มันไม่ยอมไหล ทั้งที่เจ็บปวดใจเจียนแหลกสลายก็แสดงมันออกมาได้ไม่พอ พวกเขาเลือกที่จะเยียวยาซึ่งกันและกันด้วยรอยยิ้มจางๆ ส่งสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลายกับความสัมพันธ์ที่ไม่บ่งสถานะ
การเปลี่ยนแปลงน่ากลัวเกินกว่าที่เขาจะยอมรับได้ ...บางที อะไรที่ไม่ชัดเจนแบบนี้อาจจะทำให้สบายใจกว่าเมื่อถึงคราวที่มัน "หายไป"

เสียง เรียกชื่อของกันและกันดังถี่ซ้ำซ้อน ถึงจะรู้ว่าพวกเขาไม่มีวันจากกันตลอดกาล และมีโอกาสจะเจอกันเมื่อไหร่ก็ได้ แต่...ช่วงเวลาแบบนี้ไม่มีอีกแล้ว...
บรรยากาศหวานหอม สัมผัสลึกล้ำ ความอ่อนโยนห่วงหาที่ส่งให้ มันไม่ใช่เรื่องของเราสองคนอีกต่อไป...
ผู้หญิงที่เคียงข้าง ทายาทตัวจ้อยต่างหากที่ต้องการ...ไม่ใช่คนตรงหน้า...ไม่ใช่ตัวเอง...

ไม่ ใช่คนดี แต่ก็เลวไม่พอที่จะวิ่งหนีเรื่องบ้าๆพรรค์นี้ไปให้ไกล ความรับผิดชอบและสำนึกผิดชอบชั่วดียังค้ำคอพวกเขาเอาไว้ได้อย่างหนาแน่น ยิ่งเบือนหน้าหนียิ่งตามหลอกหลอน เมื่อเผชิญหน้า...ยิ่งปวดหัวใจ...
ใคร สักคนที่เราคิดว่าใช่ คือคนสำคัญ คือทุกสิ่งทุกอย่าง กลับคือคนที่ไม่มีวันเคียงข้างได้... พวกเขาไม่ได้มีด้ายแดงเชื่อมกันอย่างในนิยายรัก ไม่มีโซ่ตรวนคล้องล็อคตัวกันและกัน ไม่มีก้อยเกี่ยวสัญญา มีเพียงความเชื่อมั่น...เชื่อว่าความรู้สึกที่ส่งให้กันอยู่ตอนนี้ไม่มีวัน หายไป

.
.
.
เวลาอาจจะทำร้ายพวกเราอย่างโหดร้าย
แต่เวลาก็ช่วยพิสูจน์ว่า...ความรู้สึกของเรามั่นคง


To be Continued...
 
Talk :
/ปาดเหงื่อ

คือ พยายามที่จะบรรยายมันออกมาให้เศร้าๆ แต่ทำไม่ได้ เราถนัดเรื่องขำขันมากกว่าเรื่องสะเทือนอารมณ์ เลยคิดว่าภาษาตอนนี้ไม่ดีเท่าไหร่
คือมันเหมือนอ่านเรื่องตลกมากกว่าจะดราม่าน่ะนะ


คิดว่าคงจะไม่สะเทือนเท่าไหร่อยู่แล้ว เพราะทุกคนรู้ดีว่ามันจะจบยังไง จบแบบไหน ต่อไปจะเป็นยังไง
ตอนหน้าจะเป็นตอนสุดท้าย(ซะที) แล้วค่ะ จะตั้งใจเต็มที่ค่ะ

ขอบคุณสำหรับทุกคอมเมนท์นะคะ
 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ฮืออออออออออออออออออออออออ เกลียดแกแมวน้ำบ้า
ฮือออออออออออออออออออออออ

คุณป๊าาาา คุณพ่ออออ เลิฟยู้ววว ฮืออออออ

#1 By . : : ZePhyRuS : : . on 2008-09-04 18:01

ใช้คำว่าสะเทือนอารมณ์ได้เลยล่ะเจ้าค่ะ อ่านไปแล้วบีบหัวใจ ไม่ใช่ความผิดของใครสักคน ไม่ว่าตัวคนสองคน คนรอบตัว ว่าที่ภรรยา หรือใครก็ตาม มันเป็นเรื่องที่ " ช่วยไม่ได้" และ " ต้องเป็นไป" เมื่อคนเรามี อายุ และประสบการณ์มากยิ่งขึ้น เจ็บปวด แต่ก็รู้ว่าไม่อาจหลีกเลี่ยง

สำหรับตอนนี้ ความรู้สึกของ อิเอมิทสึ กับสึโยชิ สื่อออกมาได้เยี่ยมยอดเลยล่ะเจ้าค่ะ surprised smile

#2 By ruk21us on 2008-09-05 09:52

ขอทำงานก่อน เดี๋ยวแวบมาอ่าน ( โดนเร่ง ) เม้นท์มัดจำก่อนนะตะเอง...จุ๊บๆ

ปล.แอบอ่านเม้นท์รู้สึกจะเศร้ารึไงนะ

#3 By Swordman แห่ง Iris on 2008-09-05 12:15

เศร้าออกค่ะไม่เห็นขำเลย ตอนนี้เหมือนจะมีบทพรรณาเยอะขึ้น..รออ่านตอนจบค่ะ

#4 By (^_^)/nana on 2008-09-05 13:13

ไม่ขำนะล่อน ออกจะเศร้า ฮือๆๆ

เอาน่ารุ่นพ่อไม่สมหวัง ขอรุ่นลูกสมหวังละกัน
ไม่ได้หมายถึง 8027 นะ 55

#5 By Mercutery on 2008-09-05 16:42

T[]T~!!!!!!!!! นี่แหละดราม่าของแท้!!
เศร้าจิต! รุ่นคุณพ่อนี่มันเจ็บปวดยิ่งนัก
พออายุมากขึ้นก็ทำอะไรไม่ได้แล้วซินะ..ยังมีลูกมีเมียรอคอย T^T ก็มีชู้วววววไปเซ่! (กร๊าซ!)

จะรอตอนต่อไปเคอะ!

#6 By Koki on 2008-09-05 21:30

ฮือๆๆๆๆๆ

ไม่มีอะไรจะพูดนอกจากคำว่าปวดหัวใจ
โดยเฉพาะตอนนี้

... พวกเขาไม่ได้มีด้ายแดงเชื่อมกันอย่างในนิยายรัก ไม่มีโซ่ตรวนคล้องล็อคตัวกันและกัน ไม่มีก้อยเกี่ยวสัญญา มีเพียงความเชื่อมั่น...เชื่อว่าความรู้สึกที่ส่งให้กันอยู่ตอนนี้ไม่มีวัน หายไป

.
.
.
เวลาอาจจะทำร้ายพวกเราอย่างโหดร้าย
แต่เวลาก็ช่วยพิสูจน์ว่า...ความรู้สึกของเรามั่นคง


ฮือๆๆๆๆๆๆๆๆ กรี๊ดดดดดดดดดดดดด~

#7 By ste_libet* on 2008-09-05 22:11

คุณเฟลอนคะ ทำไมเรายิ่งอ่านมันยิ่งเศร้ายังไงก็ไม่รู้ อยากให้เค้ามีความสุขด้วยกัน แต่ก็นะ ถ้ามีคู่นี้ก็คงไม่มีคู่ต่อไปชิมิ งั้นเอาเถอะ

ว่าแต่ สนใจกลับมาแต่งคู่ขวัญคู่เดิมรึยังคะ เคี๊ยกๆๆๆ

#8 By กิตเองนะ (67.159.57.202) on 2008-09-06 17:22

คุณเฟลอนคะ ทำไมเรายิ่งอ่านมันยิ่งเศร้ายังไงก็ไม่รู้ อยากให้เค้ามีความสุขด้วยกัน แต่ก็นะ ถ้ามีคู่นี้ก็คงไม่มีคู่ต่อไปชิมิ งั้นเอาเถอะ

ว่าแต่ สนใจกลับมาแต่งคู่ขวัญคู่เดิมรึยังคะ เคี๊ยกๆๆๆ

#9 By กิตเองนะ (67.159.57.202) on 2008-09-06 17:31

ถึงจะทำใจไว้อยู่แล้วว่าคู่นี้คงไม่แคล้วจบโศก แต่ก็ยังแอบสะเทือนนิดๆอยู่ดีแหละค่า

สงสาร...อืม...สงสารทั้งคู่เลยแหละนะ แต่บางทีเราก็จำเป็นต้องเลือกระหว่างความรักกับสิ่งที่เราควรจะต้องทำล่ะนะ ^^;;




*กระซิบ*
ว่าแต่...แอบปิดท้ายตอนนี้แบบแฝงเรทเรียกน้ำย่อย ทำเอาคนอ่านเขินนิดๆได้เหมือนกันนะคะเนี่ย(ฮา)




เวลาอาจจะทำร้ายพวกเราอย่างโหดร้าย
แต่เวลาก็ช่วยพิสูจน์ว่า...ความรู้สึกของเรามั่นคง




เราก็ชอบประโยคนี้เหมือนกันค่ะ =w=b

#10 By kyosama with honeyhoon♥ on 2008-09-08 20:34

『 フェロン 』 View my profile

Recommend