[Reborn fanfic] : Melt #1
posted on 26 Sep 2008 09:17 by felon in Reborn
[Reborn fanfic] : Melt #1
Main : 8059
Type : Y
Rate : PG-15
________________________________________
สงสัยว่าจะเกิดอะไรกับตัวเขาแน่ๆ สักอย่าง...
เสียงหัวใจเต้นกระหน่ำยิ่งกว่าเมทอลร็อคกระหึ่มในทรวงอกเต็มสองรูหูเสียจนน่ากลัวว่าคนที่เดินผ่านไปผ่านมาจะได้ยิน
มองไปรอบๆก็เห็นฝูงชนมากมายในยามบ่ายของวันหยุดพิเศษ พาลมองไปที่รองเท้าผ้าใบปอนๆเท่ห์ๆที่เขาใส่ประจำ...
ให้ตายเถอะ... พอลองสูดหายใจเข้าลึกๆกลับได้ยินเสียงชัดมากกว่าเดิมเสียอีก ถึงจะไม่แสดงออกทางสีหน้าก็เถอะ..เมื่อไหร่มันจะหยุดลงเสียทีนะ...
ยืนถกกับตัวเองสักพักก็นึกขึ้นได้ มองซ้ายมองขวาไม่เห็นคนที่นัดจะมาเสียที นาฬิกาเรือนใหญ่แถวสถานีบอกให้รู้ว่ามันเพิ่งถึงเวลานัด คงเป็นตัวเขาเองที่อุตริมาก่อนเวลาเสียนาน
ดวงตาเหม่อมองไปยังทิศที่มั่นใจว่าอีกคนจะต้องมาจากทางนั้น ตลกกับตัวเองขึ้นมาด้วยที่ว่าคนมันเยอะเหลือเกิน ต่อให้หันไปก็คงมองไม่เห็นอยู่ดี
เสียงหัวใจเหมือนชนกับอะไรบางอย่างดังโครมเบ้อเร่อ เขามองเห็นร่างสูงมาแต่ไกลท่ามกลางคนมากมายที่เขานึกบ่นในตอนแรก เห็นชัดทุกท่วงท่าราวกับว่ามีลูกศรปริศนาชี้ตำแหน่งให้เห็นตลอดเวลา ลูกตาเขาคงมีโหมด Gaussian Blur เบลอคนอื่นทิ้งไปหมดเห็นเพียงคนเดียว ยิ่งมือที่โบกให้เขาแต่ไกลนั่นอีก สุดท้ายเขาก็หลบตา
มองที่รองเท้าตัวเองอีกครั้ง จ้องที่เชือกพันร้อยมีระเบียบแต่เก๋ไก๋บนผ้าใบสีเรียบ หูได้ยินเสียงคุ้นๆดังเข้ามาใกล้เรื่อยๆ หันไปเจอกับรอยยิ้มที่เขาเห็นเกือบทุกวันส่งให้เขา
น้ำลายกลืนลงคออย่างลำบาก ใช้เวลาสักพักถึงจะรู้ตัวว่าควรพูดอะไรออกไป
"ช้านะเจ้าบ้า!"
"ฉันว่าฉันตรงเวลานะ"
เสมองไปทางอื่นเพื่อที่จะได้ไม่ต้องมองใบหน้าอารมณ์ดีนั้น เถียงไม่ออกเลยสักอย่าง ตัวเขาเองก็บ้าที่พูดแบบนั้นออกไปเลยต้องแถไปอย่างทุกที "ก็ช้ากว่าฉันก็แล้วกัน"
เสียงหัวเราะดังเข้าหูอีกครั้ง ไหล่โดนรั้งให้ออกเดิน มองมือบนไหล่ของตัวเองก็ต้องปัดออก ...ถ้ารู้สึกถึงหัวใจที่เต้นแรงแบบนี้จะทำยังไง!
พอปัดออกไปมันก็กลับมาอีกภายในเวลาไม่ถึงสองนาที นิ้วคนข้างๆชี้นู่นชี้นี่ให้เขาสนใจมอง แต่สมองดันสนใจแต่มองบนไหล่ มองนิ้ว รอยยิ้ม กับจังหวะหัวใจที่ค่อยสงบลง
"เป็นอะไรไปน่ะ? วันนี้ดูเงียบๆจังแฮะ ไม่สบาย??"
มืออุ่นๆทาบหน้าขึ้นไปยังหน้าผาก เสียงหัวใจที่สงบไปดังครึกโครมอีกครั้ง มือปัดหนีอย่างรวดเร็วดังใจนึก ใบหน้าร้อนผ่าวชอบกล "สบายดีเว้ย! จะไม่สบายเพราะแกเนี่ยแหละ ไอ้บ้าเบสบอล!"
เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง แขนของเขาถูกคว้าพาร่างไปหยุดอยู่ที่โปรแกรมภาพยนตร์ที่ฉายวันนี้ มีเรื่องนึงที่เขาเปรยว่าอยากดู แล้วนิ้วคนข้างๆก็ชี้ไป รอบหน้าอีกยี่สิบนาที...มันก็ไม่เลวนักหรอก
เขายืนสำรวจตัวเองอีกครั้งระหว่างที่ร่างสูงวิ่งไปจัดแจงซื้อตั๋วจองรอบให้เสร็จสรรพ มองมือตัวเองที่สั่นเล็กน้อยแล้วหัวเราะในลำคอ...ตลกสิ้นดี... ทำไมเขาต้องมาเป็นแบบนี้ด้วยนะ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยจะมีอะไรแท้ๆ วันนี้ก็ไม่ได้มีอะไรจากวันก่อนๆ คำพูดที่ว่า 'อยากเจอกันเร็วๆ' น่ะ ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้ยินเสียหน่อย จะโทษแสงอาทิตย์สีส้มตอนเย็นที่รับกับใบหน้าเริงร่านั่นก็ดูไม่ค่อยมีเหตุผลเท่าไหร่
"หาอะไรกินกันก่อนไหม?"
"เอาสิ..." เขายักไหล่ อันที่จริงก็หิวอยู่นิดหน่อยเหมือนกัน แต่เอ๊ะ! ปกติเจ้าหมอนี่ต้องสังเวยกระเพาะอาหารรับฝีมือคุณป๊ะป๋าที่บ้านมันไม่ใช่เหรอ??? "นาย...หิวเหรอ?"
"หิวจะตายอยู่แล้ว..." ฝั่งนั้นทำหน้าโอดครวญมาให้เขา เอาเถอะ เรื่องของมันก็ไม่อยากยุ่งสักเท่าไหร่ วันนี้ขอจัดการตัวเองให้รอดก่อนจะดีกว่า
นั่งฟังคนตรงข้ามพูดนู่นพูดนี่ เบสบอลบ้าง กีฬาอื่นบ้าง รองเท้า เสื้อผ้า เข้าหูบ้างไม่เข้าหูบ้าง ไม่อยากจะทำท่าใส่ใจนัก ดวงตามองบรรยากาศในร้านที่วุ่นวายสมเป็นวันหยุด ก็เพิ่งจะเห็นว่าอีกคนมีแค่เฟรนซ์ฟรายกล่องเดียว
อดหมั่นไส้ขึ้นมาไม่ได้... ก็รู้แล้วนะว่าที่ชวนเพราะตัวเขายังไม่ได้กินอะไร แต่ไม่เห็นต้องบอกว่าตัวเองหิวเลยนี่...แบบนี้มันขี้โกงไม่ใช่เหรอ? โดนอ่านออกหมดแบบนี้น่ะ?
ใกล้เวลาเข้าโรงแล้ว เขาเดินไปซื้อป๊อบคอร์นรสธรรมดาที่นานๆครั้งจะซื้อกินระหว่างดูหนัง อีกคนเหมือนรู้ใจ ซื้อน้ำมาให้เขาด้วยกันคอแห้ง... เห็นแล้วมันน่าเจ็บใจพิลึก!
โรงหนังมืดสนิท มีเพียงแสงจากมอนิเตอร์ยักษ์ตรงหน้าฉายฟิล์มหนังแอคชั่นระห่ำสุดมันส์ มือคว้าของกินเข้าปากอย่างเพลิดเพลิน ยิ้มหัวเราะไปกับระเบิดที่ตัวร้ายในหนังใช้ว่าบางอันก็เป็นรุ่นเดียวกับที่เขามี
อยู่ๆบ่าก็รู้สึกหนักขึ้นมา เสียงหายใจเนิบนาบดังข้างหูระยะประชิด ใบหน้าที่ยิ้มแย้มนิ่งสงบ เปลือกตาปิดสนิท...แล้วทำไมต้องเป็นบ่าเขาด้วยล่ะ?!
เหมือนถูกสาปให้เป็นหุ่น หรืออาจะเหมือนการเล่นฟรีซ(Freez)ที่ต้องนิ่ง ไม่กระดิกสักนิด คิดว่าต่อให้กระดิกไปก็ไม่ใช่เขาเสียหน่อยที่เดือดร้อน แต่เพราะไอ้ลมหายใจที่รดต้นคออยู่นี่แหละทำให้ต้องนิ่งไป หัวใจของตัวเองเต้นถี่อีกครั้ง
ตอนนี้กลายเป็นว่าเสียงระเบิดโครมๆก็ไม่ได้ทะลุเข้าโสตเท่ากับศีรษะหนักๆที่ไหล่เลยแม้แต่นิดเดียว เพียงแค่หันไปเล็กน้อย จมูกก็ปะทะกับผมชี้โด่เด่สีดำสนิท ได้กลิ่นแชมพูหอมๆสำหรับนักกีฬา เหลือบตาไปอีกสักนิดจะเห็นริมฝีปากเรียบนิ่งดูขัดตาดี นานๆทีจะได้เห็นใบหน้าที่ไร้รอยยิ้ม
พอคนหลับขยับ คนนั่งดูหนังก็สะดุ้งเป็นพักๆจนสดท้ายก็ทนไม่ไหว ปลุกมันให้รู้แล้วรู้รอดไป
"อา...จบแล้วเหรอ?" เสียงมึนๆถามเบาๆ ถึงจะมึนก็ยังไม่ลืมมารยาทในโรงหนัง
"ยัง...แต่ฉันเมื่อย แกง่วงก็นอนไปด้านนู้นซะสิ!" เขาตะคอกเสียงเบา ทำหน้าหงุดหงิดใส่ คนข้างตัวยังไม่ได้ย้ายหัวไปไหนไกล หันไปตะคอกเลยเห็นหน้าระยะประชิดจนนึกสั่นไหว ไม่มีที่หนีเสียด้วยสิ หัวใจก็เต้นระรัวอีกครั้ง "อ...เอาหน้าไปไกลๆสิ!"
แสงจากด้านหน้าส่องเห็นเพียงใบหน้าด้านข้างของอีกคนทำให้ดูไม่คุ้นตาเอาเสียเลย เขาเห็นมุมปากหยักยิ้ม กลีบปากขยับพูดอะไรบางอย่าง อ่านริมฝีปากได้ว่า 'นายตื่นเต้นเหรอ?' เขาเลยส่ายหัวดิก ความร้อนลามไปยังใบหู จมูกโด่งๆนั่นก็เข้ามาใกล้ทุกทีๆ
ปลายจมูกชนกันเหมือนกดปุ่มหยุดเวลา คนเพิ่งตื่นไถจมูกเบาๆให้ความรู้สึกจั๊กกะเดียม รอยยิ้มที่เขาเห็นก็ดูต่างจากทุกครั้ง ริมฝีปากใกล้ระยะประชิดเสียจนไม่กล้าขยับ ไม่กล้ากระทั่งหายใจแรง
แล้วมันก็ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น อีกฝ่ายถอยไปนั่งดูหนังโดยดี ผิดกับเขาที่จ้องหน้าจอ แต่ไม่อะไรเข้าหัวเลย ขนาดป๊อบคอร์นที่ถือกินค้างอยู่ก็อยู่แบบนั้นจนเครดิตขึ้น ไฟสีเหลืองสลัวในโรงเปิดให้คนทยอยออกจากโรงได้ถูกประตู
มือของเขาถูกจับไว้ พาเดินออกนอกโรงหนัง บันไดดูยาวผิดปกติในความคิดเขา สัมผัสที่มือชัดเจนกว่าทุกส่วนในร่างกาย
ออกมาก็ได้เวลามื้อเย็นแล้ว แต่จุดประสงค์ที่มาคือเขาอยากจะมาซื้อของใช้เข้าห้องกับเสื้อผ้านิดหน่อย ทั้งคู่เลยเดินไปยังซุปเปอร์มาร์เกตขนาดใหญ่
มือรู้สึกโหวงขึ้นมา...นี่ปล่อยมือไปตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ?
ของจำเป็นถูกหยิบลงรถเข็นของร้าน อาหารแห้งต่างๆ เครื่องใช้บางส่วนที่เสีย นึกชมตัวเองที่ลิสท์มาก่อน ไม่อย่างนั้นเขาคงคิดอะไรไม่ออก ตากับสมองผูกติดกับคนเข็นรถเสียแล้ว ใบหน้าติดยิ้มน้อยๆตลอดเวลามองกราดไปตามชั้นวางสองด้าน นานๆถึงจะหยิบมาสักชิ้นวางแยกกับของของเขาในรถเข็น
บ้าเอ๊ย! นี่เขาเป็นอะไรไป?
"เฮ้...จะเดินไปไหนน่ะโกคุเทระ?" คนถูกเรียกสะดุ้งตัว เพิ่งรู้ว่าตัวเองกำลังเดินเข้าโซนอาหารสัตว์ หันไปมองคนทักที่กวักมือไหวๆ "มาทางนี้สิ..."
"อย่ามาสั่งฉันนะ" ขาเดินไปตามที่อีกคนพูดก็จริง แต่บ่นสักนิดก็ไม่เสียหาย ขาที่เดินตามร่างสูงไปชะลอลงเรื่อยๆ
อะไรที่แปลกไปกันนะ? อะไรบางอย่างที่มันน่าจะเกิดขึ้น...... เขารู้สึกว่าอะไรบางอย่างหายไป...
ชำระค่าสินค้าเสร็จก็ออกมาด้านนอก ฟ้าสีออกเทา พระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว ผู้คนมากมายยังเดินขวักไขว่กันไม่เลิก เขาเหลือบมองยามาโมโตะที่ช่วยเขาถือของกว่าครึ่ง สายตานั้นไม่ได้มองมาที่เขา เสี้ยวหน้านั้นไม่ได้ดูประหลาด ไม่ได้เพิ่งเห็นเป็นครั้งแรก แต่กลับสั่นสะเทือนหัวใจได้อย่างน่าชัง
อากาศที่เริ่มเย็นไม่เข้ากันกับเสื้อตัวบางที่เขาใส่มา ไหล่ห่อเล็กน้อย มือเย็น ยิ่งออกมาจากที่มีแอร์ด้วยแล้ว...กลัวว่าจะเป็นหวัดไปซะอีก
"กลับกันเหอะ..." คนตัวสูงพยักหน้ารับคำ ไม่รั้งให้อยู่หรือยืดโปรแกรมออกไป ไม่มีใครยื้อเวลาไว้อย่างทุกที
ระหว่างทางเดินกลับมีเพียงยามาโมโตะที่พูดอยู่ เขาทำหน้าเหม็นเบื่ออย่างทุกทีแต่ก็ฟังคำพูดและเสียงหัวเราะที่ลอยเข้าหูมาบ้าง เขาเอะใจตอนยามาโมโตะหยุดตรงทางแยก "อะไร?"
"นี่ส่วนของนาย" ยามาโมโตะยื่นถุงที่เขาช่วยถือคืนเจ้าของ คนรับทำหน้างงๆ
"ทำไม?"
เขาดูเหมือนคนโง่ที่ถามอะไรสั้นๆและดูไม่เข้าใจทุกอย่างบนโลกใบนี้ นึกทบทวนว่าอะไรบางอย่างที่แปลกไป มันคืออะไรกันนะ? ตอนนี้ก็ยังรู้สึกอยู่เลย...
ใบหน้าที่เห็นไม่ค่อยชัดของอีกคนทำเอาใจตุ้มๆต่อมๆ มือกำหูหิ้วถุงพลาสติกจนเกิดเสียง เหมือนมีหลุมดำในช่องอกด้านซ้าย คิ้วขมวดชนกันมากกว่าทุกที
"ก็บ้านฉันไปทางนี้นี่นา..." ยามาโมโตะพูดพลางชี้ไปอีกทาง ย่นคิ้วใส่เขา "นายเป็นอะไรของนาย วันนี้แปลกๆนะ"
"ใครกันแน่" คำพูดหลุดไปอย่างตะครุบไว้ไม่ทัน เขายังไม่เข้าใจที่ตัวเองพูดออกไปเลยด้วยซ้ำ เขาแปลกตรงไหน แล้วเจ้าหมอนั่นแปลกตรงไหน? เขาคงจะเพ้อเจ้อไปเสียแล้ว "ช...ช่างเหอะ!!"
"เดี๋ยวสิ!"
ปริศนาทุกอย่างคลี่คลาย คนร้ายอยู่ในหมู่พวกเขาจริงๆด้วย! ที่แปลกไป ที่หายไป เขานึกออกหมดแล้ว!
ไม่ใช่หลักฐานในคดีฆาตกรรมที่ไหน เป็นเพียงการกระทำที่แปลกไปต่างหาก เพราะคำพูดของยามาโมโตะ คำรั้งที่อีกฝ่ายใช้ ปกติแล้วจะต้องเขามายื้อเขาไว้สิ... เวลาเดินก็ต้องกอดคอ ขนาดถือของยังต้องมีมือข้างนึงว่างไว้เกาะแกะเขาไม่ใช่เหรอ?
หลุมดำในใจขยายเป็นวงกว้าง หงุดหงิดขึ้นทุกทีๆ อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างพวกเขา...มันเริ่มตอนที่... หลังจากออกจากโรงหนัง...
แปลกดีแท้...ทั้งที่เขาพยายามปัดป้องมัน พอหายไปจริงๆกลับรู้สึกเว้งว้างและเรียกหามัน...น่าสมเพชดีจริงๆ
"อย่ามายุ่งกับฉัน" เขาพูดออกไป เห็นสีหน้ากระตุกเล็กน้อย "ถ้าฉันจะแปลกไป...นั่นก็เป็นเพราะนายนั่นแหละ รู้เอาไว้ซะด้วย!!"
ใบหน้าในเงาสลัวนั้นดูตึงเครียด ทำท่าเหมือนพยายามตัดสินใจอะไรบางอย่าง "เพราะฉัน??"
"ใช่!!! ถ้าคิดไม่ออกก็โง่ต่อไปเถอะ!!!"
ภาพสโลโมชั่นของร่างสูงที่ฉุดต้นแขนเขาเข้าประคองกอด ใบหน้าเจ็บปวดบนนั้น และริมฝีปากที่เม้มแน่น เสียงพูดต่ำๆดังข้างหูผะแผ่ว "ฉันเอง...ก็นึกว่าจะต้องบ้าไปซะแล้ว"
โกคุเทระไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงยืนนิ่ง ไม่เข้าใจหัวใจที่เต้นแรง ไม่เข้าใจจังหวะทุ้มระรัวของอีกฝ่าย ไม่เข้าใจคำพูดที่ส่งมาให้เขา ไม่เข้าใว่าทำไมเขาถึงได้มายืนอยู่ตรงนี้
ลมยามหัวค่ำลดอุณหภูมิลงอีก ตัวเขารู้สึกอุ่น...จากอ้อมกอดนี้...
"ฉันจะทำยังไงดี?" ไหล่บางถูดรัดแน่นเข้า อึดอัดแต่ไม่อยากให้ปล่อยเลย... หูรอรับฟังคำพูดประโยคต่อของร่างสูง "ฉันจะไม่สัมผัสนายได้ยังไง..."
สีแดงสาดใส่เต็มหน้าเขา มือที่ถือถุงแทบหมดแรง ถ้าเว่อร์กว่านี้อีกนิด เขาคงจะเข่าอ่อนไปกับคำพูดแค่นั้น "อ...อะไรของแก"
"ก็ทำเหมือนรังเกียจแล้วตามด้วยความเงียบ...ฉันคิดว่านายรังเกียจจริงๆซะแล้ว..."
อา...เขารังเกียจมันแทบเข้าไส้เลยล่ะ แต่ก็ไม่อยากให้มันหายไป
อยากจะกอดตอบ อยากจะมองหน้า... ถ้าทำแบบนั้น เขาก็คงบ้าไปแล้วจริงๆ แค่เอาใบหน้าซีกนึงสัมผัสกัน มันก็ชาวาบไปทั้งตัว ความสบายใจจากที่ไหนสักแห่งเข้าปกคลุมตัวเขา รู้สึกดีจนอยากหยุดเวลาเอาไว้
อ้อมกอดค่อยๆผ่อนออก ขาเรียวยาวถอยไปก้าวหนึ่ง ยิ้มให้เขา "ต้องแยกย้ายจริงๆแล้ว... ไม่ไหวเลยแฮะ..."
ยังไม่อยากให้กลับไปเลย ทำไมวันนี้ไม่เดินไปส่งอย่างทุกที?
นี่จะต้องแยกจริงๆแล้วเหรอ? แต่ก็ต้องเจอกันพรุ่งนี้อีกอยู่ดี
ทำไมตัวเราถึงอยากจะรั้งเอาไว้ล่ะ?
ยามาโมโตะโบกมือแล้วเป็นฝ่ายหันไปอีกทาง เพียงแค่นั้นก็เหมือนว่าทุกอย่างมันจะจบลง
อะไรบางอย่างบังคับร่างกายเขา อาจจะเป็นหัวใจที่สั่งให้มือยื้อชายเสื้ออีกคนไว้ได้ทัน พอโดนหันมามองก็พูดอะไรไม่ออก ได้แต่ก้มหน้ามองเงาสองเงาที่ทอดยาวไปในทางเดียวกัน
"ที่บอกว่าจะไม่สบายเพราะฉัน...จริงเหรอ?"
จำได้ว่าไม่ได้ตอบอะไรไปทั้งนั้น ไม่ว่าจะคำพูดหรือการกระทำ
ตัวเขาโดนรั้งไปอีกรอบ... ทำไมเขาไม่ขัดขืนกันนะ?
ท้ายทอยถูกประคองไว้อย่างนุ่มนวล มืออุ่นจัดสอดเข้าตามกลุ่มผม เขาเหลือบตาขึ้นมองใบหน้าที่โน้มเข้ามาใกล้ ทุกส่วนของร่างกายเหมือนถูกสตาฟไว้ชั่วคราว สมองกลวงโบ๋ขาวโพลนเหมือนกระดาษ ริมฝีปากถูกสัมผัสเบาๆ ความร้อนถูกส่งผ่านลมหายใจที่แผ่วไหว
แย่แล้ว... เสียงรัวดังหยุดไม่ได้ และมันไม่ใช่ของเขาคนเดียว เขาไม่ได้หลับตา ยังคงมองใบหน้าขวยเขินเก้อระยะประชิด ริมฝีปากทาบลงมาอีกครั้ง...
นี่มือเขายังถือถุงจากซุปเปอร์อยู่รึเปล่านะ? ทำไมร่างกายไม่รู้สึกอะไรเลยนอกจากที่ริมฝีปาก ปลายลิ้น ความอุ่นที่แทรกเข้าหา
ไม่รู้ตัวว่าปล่อยมือจากชายเสื้อมารั้งบริเวณไหล่กว้างได้ยังไง หลับตาตั้งแต่ตอนไหน ท้ายทอยและช่วงเอวถูกรั้งไปตั้งแต่เมื่อไหร่
ไม่ได้อยากรู้คำตอบใดๆด้วย รู้แต่ว่ารู้สึกดี ห้วงความฝันเป็นยังไง เขาอาจจะได้รู้ตอนนี้ก็เป็นได้
นอกจากรู้สึกแย่ที่แพ้ทางทุกด้าน แต่ด้วยจูบนี้...ก็พอหยวนกันไปได้มั้ง...
"ไม่อยากกลับซะแล้วสิ...แย่แล้ว..." น้ำเสียงเก้อๆดังตรงหน้า เขาอยากจะหลบสายตาคู่นั้นใจจะขาด แต่มันละไม่ได้ "ทั้งที่พรุ่งนี้ก็เจอกันอีกแท้ๆ... แต่ว่าไม่อยากกลับเลย..."
ถ้าวัดความสั่นไหวของหัวใจเป็นริกเตอร์ได้ ตอนนี้คงพุ่งทะลุเกิน 7 ริกเตอร์ไปแล้ว คนฟังยืนค้างอยู่แบบนั้น ลืมแม้กระทั่งวิธีพูด
น่าเจ็บใจจริงๆ...ตอนนี้เขาอ่อนไหวราวกับสาวน้อยที่ได้ความหวังในรักแรก เรียกหาสัมผัสจากอีกฝ่ายอย่างเห็นแก่ตัว
".................ของเยอะ...ไปส่งที่ห้องหน่อยก็แล้วกัน"
To be Continued...
Talk : ขอพักซีรีย์อันไตเติ้ลไว้แล้วแปะอันนี้ก่อน เพราะว่าชอบส่วนตัว (อ้าวเฮ้ย?)
ได้ธีมและไอเดียมาจากเพลง Melt ค่ะ (ตามชื่อเรื่องเลย ฮ่าๆๆๆ) ของ vocaloid ทั้งฝั่ง Miku และ Kaito มันน่ารักมากจนอดเอามาแต่งคู่นี้ไม่ได้ (ลำเอียงกันเห็นๆ)
เบื่อรึเปล่าคะกับพลอตแบบนี้?
ตัวล่อนเองชอบเวลาที่สองคนนี้จีบๆ(?)กันแบบนี้แหละ 'รักนะแต่ไม่พูด มีอะไรไหม?' อะไรแบบนั้น
ก็พอมาดูๆของเก่า....เอ...ไอ้สองตัวนี้มันย่ำอยู่กะที่นี่หว่า (ฮา) แต่เรายังไม่เบื่อที่จะแต่งอ่ะ แต่ถ้าเบื่อกันแล้วก็จะพลอตพลอตเรื่องหน้าค่ะ ^^
แต่ยากพอดู...ทำไมยิ่งแต่งคู่นี้แล้วยิ่งรู้สึกว่ามันยากขึ้นทุกที...
บางทีเราก็ไม่เข้าใจไอ้สองตัวนี้เลย ให้ตายสิ OTL (อยู่ๆก็เฟลแหก....)
แนะนำติเตียนกันมาได้เต็มที่นะคะ ช่วงนี้รู้สึกว่าตัวเองแต่งอะไรไม่ขึ้นจริงๆ (มีหลาายเรื่องมากที่แต่งเสร็จแล้วก็ลบทิ้งเพราะไม่พอใจ ฮืออออออออ TT[]TT)
ขอบคุณสำหรับทุกคอมเมนท์นะคะ
ขอโทษด้วยค่ะที่โดนทุกสิ่งทุกอย่างแซงคิว ผิดคอนเซปของบลอคนี้ไปซะแล้ว (ฮา...ก็ว่าจะไว้ลงฟิคอย่างเดียวเองน๊าาาา)

) คิดว่าหลายๆท่านยินดีอ่านแน่นอน








ชอบเวลาสองคนนี้จีบกันแบบนี้เหมือนกันนะ (ฮา)
อารมณ์แบบ...เข้าใจความรู้สึกกันแบบที่ไม่ต้องพูดน่ะ (ก็ก๊กคุงเค้าเขินนี่นา~)
ปล. แอบมี To be continue ด้วยนะคะเนี่ย
...ว่าแต่จะไปส่งถึงห้องเลยเรอะ
/me นั่งรอตอนต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ
#1 By kyosama with honeyhoon♥ on 2008-09-26 10:31