[Reborn FanFic]: Identity #7
posted on 08 Jan 2009 22:40 by felon in Reborn
แทนที่จะได้อัพอู้เวลางานอย่างเคย กลายเป็นว่าวันนี้งานเยอะจนหาเวลาไม่ได้
เลยมาอัพแบบหวิดๆเอาตอนกลับมาถึงที่พัก
งานเยอะนรกมาก หลายๆอย่างทำให้แต่งฟิคต่อไม่ได้ พอมีเวลาสักพักนึงก็ดันลืมว่าจะพิมพ์อะไรลงไปดีนะ? (ฮา)
อาจจะเป็นเพราะนี่เป็นเรื่องยาว ทุกสิ่งทุกอย่างก็ดูจะยากไปซะหมด
ภาษาซ้ำซากสำนวนซ้ำซากจนต้องพยายามหาคำใหม่ๆมาใช้
แต่ก็ไม่ได้ผลหรอกนะ เพราะเราคิดไม่ออกน่ะสิ (ฮา)
ช่วงนี้เจอแต่โค้ดดิ้งและโค้ดดิ้ง
ถ้าเขียนฟิคใน C# ได้ก็คงจะดีสินะ (บ้าแล้ว...)
ตอบเมนท์
By . : : ZePhyRuS : : . << การที่แกเกลียดยามะ ช้านก็ประสบความสำเร็จแล้วล่ะ แต่อย่าฆ่าคนแต่งได้มั้ย? ช้านไม่ได้ทำอะไรผิดซะหน่อย =3=
By Zeraphina << คนแต่ง IQ เท่ายามะในเรื่องแล้วค่ะ ตอนนี้ตันอย่างมาก (กลุ้ม...)
By isrorin << อ่านตอนนี้แล้ว รักยามะเพิ่มสักนิดนะคะ (ฮา)
By [แมวมะม่วง] << เป็นประเด็นที่ดีมากค่ะ ทำไมมันกินปลาทุกวันแล้วไม่ฉลาดก็ไม่รู้เนอะ (ฮา) คอมเมนท์คุณทำเฟล่อนขำออกมาเลยล่ะ ชอบๆ
By kuma90* << หวานวูบๆมันผ่านไปแล้วไงคะ (ฮา) คนแต่งอยากหวานวูบๆกับคู่อื่นมั่งนา~
By เจ๊สุดสบาย << หลายคนชอบโกคุตอน 6 กันจัง ซึ่งเฟล่อนก็ชอบเหมือนกัน (ยิ้ม) ขอบคุณสำหรับรูปวาดนะคะ ยามะทำหน้าตาน่ารักเชียว
By OPL << ขำพรืดออกมาเลยกับ "ไอ้โง่สาธารณะ!!" ก๊ากกกกกก เฟล่อนขำ! เข้าใจใช้คำมากค่ะ โอ๊ยยยย ชอบบบ
By ~Rainy Day~ << ถึงขั้นต้องสะกดจิตตัวเองว่าไม่เกลียดยามะกันเลยทีเดียว (ฮา) ถึงจะใกล้จบแล้ว ก็ขอให้ติดตามกันต่อไปนะคะ (ว่าคนแต่งมันจะยืดเรื่องมั้ย...OTL)
By Kisskit << ทุกอย่างย่อมมีที่มาที่ไปค่ะ ที่ทุกคนในเรื่องทำมันมีเหตุผล(จ่อยๆ)เสมอ ^^ อ้อ! เฟล่อนจำชื่อได้นะคะ ขอบคุณมากๆค่ะที่ติดตามกันมาโดยตลอด
By ☆~[S]eN[Y]a-☆ << เป็นเสียงที่น่ากลัวมากค่ะ = =;;; (คงไม่ได้จะทำอะไรคนแต่งใช่มั้ยคะ?)
By K д Я ☆ K * K u M เว้ยเฮ้ย << เกลียดสมบูรณ์แบบไปแล้วช่วยผ่อนลงด้วยค่ะ หวังว่าตอนนี้คงช่วยยามะได้บ้าง (เหรอ?)
By Koki << อย่างว่าแหละค่ะ ฮิบาริไม่ใช่คนที่จะยึดติดกับอะไรนานๆอยู่แล้ว (ยกเว้นไว้คนนึง...ก็คือ.......ใครนะ?)
เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา
ลงตอนนี้เลย
[Reborn FanFic]: Identity #7 || And that's all?
Rate : PG
______________________________________________
ชิงช้าไกวตัวน้อยๆ เสียงเอี๊ยดอ๊าดจากโซ่เส้นใหญ่ดังเป็นจังหวะการแกว่ง ขายาวขยับโยกมันอย่างไม่ใส่ใจ มุ่งความสนใจทั้งหมดไปที่ความคิดของตัวเอง แสงอาทิตย์ที่ส้มแสดทำให้เงาทอดยาวไปบนพื้นทรายของสนามเด็กเล่น เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กๆดังอยู่ไกลๆทำให้เขาใช้ความคิดกับตัวเองได้เต็มที่กับภาพทั้งหมดที่ได้เห็น ทุกคำพูดที่ได้ยิน และจิตใจที่พุ่งพล่านของเขา
ไม่ได้ชอบการวิวาทเลยแม้แต่น้อย
เขาเองก็ไม่ได้ถนัดเรื่องนี้เลยสักนิดถ้าไม่ใช่เรื่องงาน เขาไม่มีที่ปรึกษาสำหรับเรื่องส่วนตัวที่เขาไม่คิดจะบอกใคร การกระทำของเขาก็ไม่ได้ไตร่ตรองให้ดีก่อนจะลงมือทำ
เขายังจำได้ถึงต้นแขนเล็กที่พยายามขัดขืน แววตาที่นิ่งสงบเสมอฉายแววลุกโหม ด่าทอเขาทางสายตา ริมฝีปากปิดสนิทไม่พูดอธิบายแม้แต่คำเดียว กับตัวเขาที่เอาแต่พูดไม่หยุด ถึงจะไม่ได้ขึ้นเสียงโวยวาย แต่คำพูดตรงไปตรงมาก็เป็นเชิงต่อว่าและแสดงความเจ็บปวดในน้ำเสียง
เขาอาจจะยังโตไม่พอ...
และฉลาดไม่พอที่จะเข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายพูดกับเขา...ประโยคสุดท้ายประโยคเดียวที่ออกมาจากริมฝีปากนั้นก่อนจะไล่เขาออกมา
เรื่องที่คิดว่าเข้าใจ กลับกลายเป็นเรื่องที่ไม่เคยเข้าใจเลยแม้เพียงนิด
เขาต้องการอะไรกันแน่?
การผูกมัด?
การเชื่อใจ?
แล้วอีกฝ่ายล่ะต้องการอะไรจากเขา
แก้เบื่อ?
ใช้ประโยชน์?
ประโยคที่เขาได้ยินทำให้จมอยู่กับความคิดเป็นชั่วโมง น่าหัวเราะที่คนที่ผ่านอะไรมาพอควรอย่างเขา คิดไม่ออกสักอย่าง...ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง
แต่ก็ยังดีที่เขามีจุดหมายในการคิดตอนนี้ แม้จะไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไปดี
เขาเหนื่อยเหลือเกิน...เขาไม่ได้เตรียมใจมาพบเจอสถานการณ์ชวนอึดอัดอย่างนี้เลยแม้แต่น้อย แต่ก็ไม่อยากหยุด ไม่อยากให้ทุกอย่างจบลงทั้งที่ยังไม่ได้คำตอบใดๆกับตัวเองเลย
สายตาแลเห็นร่างบางเดินเข้ามาในสนามเด็กเล่น คิ้วขมวดมุ่นเหมือนทุกครั้งที่เขาพบเจอ ฝีเท้านั้นหยุดลงคงเป็นเพราะสังเกตเห็นเขานั่งอยู่ตรงนี้ และเปลี่ยนทิศทางเดินไปเป็นม้านั่งแถวนั้นแทน ท่าทีสงบกว่าที่เคยทำให้เขาถอนหายใจ รับรู้ได้ในความผิดปกติ ตัดสินใจเดินไปนั่งด้วย และแปลกใจนิดหน่อยที่ไม่ได้ยินคำด่าทอหรืออาการลุกหนีรำคาญ เดาได้ว่าอีกคนคงว้าวุ่นใจไม่แพ้กัน แน่นอนว่าการที่มานั่งจมปลักอยู่ที่นี่เงียบๆแปลว่านั่นไม่มีใครอยากได้เพื่อนคุยช่วยแก้ปัญหาที่เจอ เขาจึงนั่งเงียบๆอยู่อย่างนั้น อย่างน้อยก็ยังรู้สึกดีที่มีคนอยู่ข้างๆแม้จะช่วยอะไรกันไม่ได้เลยก็ตามที
เวลาผ่านไปจนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า แสงนีออนจากเสาไฟให้ความสว่างเล็กน้อย เสียงเด็กเล่นในสนามค่อยๆหายไปจนเงียบสงบในที่สุด ทั้งสองคนยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิมไม่ขยับ ต่างจากในสมองที่ใช้ความคิดไม่หยุด วกไปวนมาคล้ายคนบ้า ในที่สุดคนมาก่อนก็ถอนหายใจออกมาเสียงดัง ตัดสินใจพูดระบายออกมาก่อนที่เขาจะเป็นบ้าไปจริงๆ
"อึดอัดชะมัด..." เสียงทำลายความสงบนั้นไม่ได้ทำให้อีกคนหันมามอง แต่เขายังคงพูดต่อไป "ถามหน่อยสิ ไอ้ประโยคที่ว่า 'แล้วแต่คิดจะเชื่อ' นี่มันคืออะไร มันแปลว่าอะไรกันนะ?"
คนฟังยังคงนั่งนิ่ง บอกไม่ถูกว่าฟังเขาอยู่หรือไม่
"ฉันคิดว่าฉันเชื่อมาตลอดนะ แต่กับไอ้สิ่งที่เห็นเนี่ย...ฉันไม่รู้ว่าตัวเองจะเชื่อต่อไปได้ยังไง ก็นะ...ฉันอาจจะแปลภาษาญี่ปุ่นเพี้ยนไปมั้ง ฉันเลยไม่เข้าใจมันแม้แต่นิดเดียว"
"ก็ใช้อย่างอื่นแทนสมองสิ เผื่อจะดีขึ้น" คำพูดประชดประชันนั้นทำให้คนฟังเงียบไปชั่วครู่ ราวกับว่ากำลังใช้อย่างอื่นคิดแทนสมองอย่างที่แนะนำจริงๆ "คนบ้าๆอย่างแก อย่าใช้ความคิดให้ขัดลูกตาหน่อยเลย ไม่เข้ากันเลยสักนิด"
ร่างบางพูดจบก็ลุกขึ้นเดินหายไปจากสายตา ปล่อยคนโตกว่านั่งอยู่แบบนั้นต่อไปโดยไม่คิดจะหันไปแลแม้แต่น้อย
- -
แก้วชาอุ่นวางบนโต๊ะ คนนั่งเหม่อมองควันนั้นลอยเอื่อยๆพ้นขอบแก้ว หลับตานึกทวนคำพูดของตัวเองที่ไปปากดีกับคนอื่น พอพูดไปมันก็เข้าตัวให้เจ็บปวดจนได้ ปากกล้าไปแนะนำทั้งที่ยังจัดการเรื่องของตัวเองไม่ได้ มันช่างน่าสมเพชจริงๆ
'ใช้อย่างอื่นคิดแทนสมอง' งั้นหรือ?
เขาคิดมาไม่รู้กี่ร้อยกี่พันครั้ง คำตอบที่ได้ก็คือตัวเขายังเจ็บปวดเหมือนเดิม เหมือนลูกกวาดสีสวยรสชาติหวานลิ้น อมไปไม่นานก็ละลายได้รสขมปร่าด้านใน ต่อให้คายทิ้งก็เฝื่อนลิ้นไปสักพักใหญ่ ต่อให้ดื่มน้ำตามมากแค่ไหน รสชาติไม่น่าพิสมัยก็ติดอยู่ที่โคนลิ้นไม่มีวันจาง และเขาเองก็เป็นเหมือนเด็กดื้อด้านไม่รู้จักหลาบจำ ยังคงเอาลูกกวาดซ่อนขมนั้นกินอยู่ร่ำไป
เขาเหนื่อย...และควรจะพอเสียที
- -
แขนซ้ายชะงักค้างด้วยความหงุดหงิดที่เคลื่อนไหวไม่ได้ดั่งใจ ความปวดแปลบบริเวณหัวไหล่สร้างความรำคาญใจให้เขาเป็นอย่างมาก เห็นรอยฟกช้ำสีม่วงเขียวจางๆแล้วก็พานึกไปถึงเหตุการณ์ตอนนั้น ร่างสูงที่รู้จักดีบีบไหล่เขาแน่นจนปวดแปลบ ความจุกที่แล่นขึ้นทั่วร่างทันทีที่แผ่นหลังและหัวไหล่กระแทกเข้ากับกำแพงห้อง นัยน์ตาสีน้ำผึ้งฉายแววเจ็บปวดให้เขาเห็น คำพูดที่ส่งมานิ่งสงบกว่าที่ควรจะเป็นแต่ก็เดาได้ไม่ยากว่าอีกฝ่ายปวดร้าวแค่ไหน ที่น่าหงุดหงิดใจคือตัวเขาเองที่เจ็บแปลบทันทีที่เห็นแววตานั้น
น่าหัวเราะ...
ทำไมเขาต้องมารู้สึกอะไรแบบนี้ด้วยนะ...
ทั้งที่คิดได้แล้วว่าควรจะทำยังไงต่อไปแต่ก็ไม่ได้เริ่มทำอะไรเสียที นึกอยากจะตัดเรื่องที่น่ารำคาญเหล่านี้ทิ้งไปให้หมด หัวใจก็ดันโหวงไหว อาจจะเป็นเพราะเขาอ่อนแอเกินไปหรือเปล่านะ? การที่มีความรู้สึกแบบนี้ทำให้เขาอ่อนแอลงหรือเปล่า?
มือจับเข้าที่รอยช้ำบนหัวไหล่บางผ่านเสื้อเชิร์ตสีขาวที่ใส่ประจำ ดวงตาเหม่อลอยมองโทรศัพท์มือถือที่วางนิ่งอยู่บนโต๊ะทำงาน
"...เจ้านั่น..."
- -
โกคุเทระทำสีหน้าหงุดหงิดทันทีที่รู้ว่ามีคนรบกวนการอยู่อย่างสงบบนดาดฟ้าของเขา ผู้ที่เข้ามาก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากคนที่เขาเคยเจอที่สนามเด็กเล่นนั่น พยายามทำเป็นไม่สนใจแต่คนที่เข้ามาใหม่ก็ดันนั่งลงข้างๆเขาเสียได้ พอเขยิบตัวออกห่างก็โดนเขยิบตามจึงตัดใจยอมนั่งอยู่กับที่
เสียงเผาไหม้มวนบุหรี่ดูจะดังที่สุดในเวลานี้ถ้าไม่นับเสียงของลมเย็นๆที่พัดโชยจนรู้สึกหนาว ร่างบางกระชับผ้าพันคอแน่นเข้าพลางสูดนิโคตินเข้าปอด ปล่อยควันขาวออกจากโพรงจมูกและปากให้ลอยไปกับสายลม ไม่สนใจคนข้างๆ จนกระทั่งหน้าขาของเขารู้สึกมีแรงกดทับแปลกๆ ผมสีทองน้ำตาลตัดกับสีดำของกางเกงสแลค เจ้าของหางตาตกๆนั่นกำลังมองมาที่เขา สีหน้าเหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่
"อยากโดนบุหรี่จี้ลูกตาเหรอ?"
คนนอนอยู่เพียงหัวเราะออกมา ไม่ตกใจกลัวกับปลายบุหรี่จ่ออยู่ตรงหน้า
"ฉันแค่อยากรู้ว่า...มันจะรู้สึกยังไง"
เสียงพูดคุยทำให้คนที่นอนอยู่บนประตูลุกขึ้นมา แค่ฟังเสียงก็รู้แล้วว่าเป็นของใคร มือถือในมือกำลังกดปุ่มโทรออกชะงักค้าง นิ่งฟังสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องล่าง
"มันจะไปรู้สึกบ้าอะไรล่ะ?" โกคุเทระตวาดแว้ดเขยิบตัวออกอย่างรวดเร็ว เกือบทำให้หัวอีกคนฟาดพื้นโดยตั้งใจ "ต้องแบบนี้ตะหากล่ะเว้ย ไอ้ม้าพยศงี่เง่านี่!"
คนที่นอนอยู่ด้านบนลุกขึ้นมา มือเสยผมสีดำสนิทที่โดนลมพัดโกรกจนยุ่งเหยิง มองดูคนด้านล่าง มือที่คลายอยู่กำเข้าหากันแน่น ปลายเล็บจิกเข้าเนื้ออย่างไม่รู้สึกรู้สา เหมือนประสาทด้านชาจนไม่รู้สึกอะไร กับอีกคนที่เปิดประตูดาดฟ้าเข้ามา สายลมแรงปะทะใบหน้า ดวงตามองค้างอยู่กับภาพที่เห็น ขาที่ก้าวอยู่ไม่ขยับไปไหน ทั้งร่างชาวาบกระทั่งสมองก็ไม่ประมวลผลว่าสิ่งที่เขาเห็น มันคืออะไร
"แบบนี้สิถึงจะเท่าเทียม แค่นอนตักมันไม่รู้สึกอะไรหรอกเว้ย" บุหรี่ในมือสัมผัสกับริมฝีปากอีกครั้ง สูดลมหายใจเข้าเหมือนเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เจ้าตัวสบถออกมาเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ "แย่ชะมัด...เมื่อกี้มันแย่สุดๆ"
"ก็นะ....มันก็แย่จริงๆน่ะแหละ" คนโตกว่าหัวเราะแห้งๆ รู้สึกไม่ดีอย่างที่อีกฝ่ายพูด เอนหลังพิงซีเมนต์เย็น มือสองข้างหนุนท้ายทอยมองขึ้นไปบนฟ้า
"ขยะแขยงเว้ย" หลังมือเช็ดเข้าที่กลีบปากของตัวเอง ท่าทางแสดงออกอย่างที่ได้พูดไป เบือนหน้าหนีไปยังประตูทางเข้า
คนคนหนึ่งมองต่ำดูพวกเขาด้วยสีหน้าไม่บ่งความรู้สึกใด แววตาสีม่วงเข้มหรี่ลง ซ่อนความรู้สึกไว้จนมิด
คนคนหนึ่งมองตรงมาที่พวกเขาด้วยสีหน้าและแววตาที่ปวดร้าว มือที่ค้างอยู่ที่ลูกบิดกระตูกำมันแน่นจนเห็นข้อนิ้วขาว
คนหนึ่งลุกขึ้นยืนมองสายตานั้นจนคนด้านบนกระโดดลงมาแล้วเดินไปทางประตูอย่างไม่สนใจว่าเขาอยู่ตรงนั้น ขายาวก้าววิ่งตาม มือเอื้อมสุดแขนคว้าคนตรงหน้าเอาไว้
คนหนึ่งบดปลายบุหรี่กับพื้น มองรอยไหม้สีดำบนพื้นปูนสีเทาอ่อน ไม่สนใจคนที่ยืนอยู่ที่ประตูนั้น
ทอนฟาฟาดเข้าที่ใบหน้าคมคาย ร่างสูงกระเด็นถอยราวสองก้าวก่อนจะเข้าไปคว้าข้อมือบางอีกรอบ
"เคียวยะ..." ดีโน่หอบหายใจ ไม่สนความเจ็บช้ำที่ได้มา เหลือบมองมืออีกข้างของคนตัวบาง มันไม่ใช่ทอนฟาอย่างที่ควรจะเป็น มันคือมือถือที่ถูกกำแน่น หน้าจอเตรียมกดโทรออกนั่นเป็นชื่อของเขาเอง "...เคียวยะ..."
"ถ้าแกทำแบบนี้อีก..." ฮิบาริสะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุม แค่นเสียงพูดแค่นั้นแล้วเดินจ้ำออกไป
ยามาโมโตะหลบทางให้ เดินสวนกับดีโน่ที่วิ่งตามอีกคนจนตกบันได เขาไม่ได้หันไปมอง อันที่จริง...เขายังไม่ได้ละสายตาจากคนที่นั่งอยู่ตรงนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว ขาก้าวไปเรื่อยๆจนหยุดเบื้องหน้าคนที่เบือนหน้าหนีเขา ยามาโมโตะค่อยๆหลับตาลง ซึมซับความเจ็บปวดทุกอณูในร่างกาย
"โกคุเทระ..."
เจ้าของชื่อไม่หันมา ไม่แม้แต่จะแลตามอง ยามาโมโตะจึงทรุดตัวลงนั่ง มองเรือนผมสีเงินที่ปรกหน้าอีกฝ่ายจนเดาความรู้สึกไม่ออก
"ขอโทษ...ที่ทำให้เจ็บปวดมาตลอด..."
"อย่ามาพูดเหมือนรู้หน่อยเลย"
"ฉันรู้แล้ว...และตอนนี้ก็โกรธมากด้วย..." ยามาโมโตะพูดเสียงเข้มขึ้นเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจ ใช้นิ้วเกลี่ยปอยผมทัดหูอีกฝ่ายแบบที่เขาชอบมอง "แต่ฉันไม่มีสิทธิ์จะโกรธนาย.....รับคำขอโทษจากฉันไว้ได้ไหม?"
โกคุเทระหลับตาลง สัมผัสข้างใบหูทำเอาหัวใจสั่นระรัว ริมฝีปากเม้มแน่น เขากำลังจะใจอ่อนอีกแล้ว....
"เชื่อฉันได้รึเปล่า? เรายังเชื่อกันได้อยู่ไหม?" ยามาโมโตะแตะปลายคางอีกฝ่าย ค่อยออกแรงเบือนหน้าอีกคนให้หันมาทางเขา "นะ...ได้ไหม?"
ฟันขบเข้าหากันแน่น เขาเกลียดตัวเองเหลือเกิน... กับแค่คำพูดไม่กี่คำ กับอีแค่สีหน้าและรอยยิ้มเจือแววเศร้าศร้อยนั้น ทำไมต้องรู้สึกแบบนี้ด้วย...ทำไมต้องยอมให้...ทำไมเลิกรู้สึกแบบนี้ไม่ได้เสียที...
ถ้าหากมีสักทางที่ทำให้พวกเขาไม่ต้องมาเจอกันอีกต่อไป เขาจะเลือกมันไหม? ให้รอยยิ้มที่เขาเคยชอบมองหายไป ให้แววตาซื่อนั่นหายไป ให้เสียงทุ้มที่คอยเอาแต่เรียกชื่อเขาหายไป ให้ไออุ่นจากมือนั้นหายไป...
"ถ้าหากว่ามีทางที่ทำให้เราไม่ต้องเจอกันอีกก็คงดี" โกคุเทระแค่นยิ้มกับตัวเอง เขาทำได้อย่างที่พูด เขามีหนทางนั้นให้ตัวเองอย่างแน่นอน "ฉันเกลียดตัวเองพอๆกับที่เกลียดแกเลย..."
มือบางจับมือที่แตะอยู่บริเวณคางมากำแน่นก่อนจะวางลงข้างตัวทำเอาคนที่นั่งตรงหน้าล้มคว่ำ ต้องเขยิบตัวไปนั่งใกล้ๆ มองร่างบางที่หันหนีไปอีกทาง มือข้างหนึ่งเสยผมขึ้นอย่างหงุดหงิดใจ ใบหน้าขึ้นสีเล็กน้อยหันมาตวาดอย่างทุกทีที่สมควรจะเป็นเมื่อเห็นว่าตัวเขาเองโดนมองนานเกินไปแล้ว ทำเอาคนโดนต่อว่าหัวเราะออกมาเบาๆ
"ฉันเกลียดแกที่สุด!!"
"อืม! ฉันชอบนายที่สุดเลย!"
To be Continued....
Talk:
ทุกตอนที่ฮิบาริออก มันช่างแต่งยากโคดๆ OTL
สารภาพเลยค่ะว่าตัวล่อนเองไม่ค่อยเข้าใจฮิบาริสักเท่าไหร่ ไม่ว่าจะทำอะไรพี่แกก็มีเหตุผลในใจเสมอ ซึ่งเดาได้ยากมากว่าฮิบาริคิดอะไรอยู่ (ช่างเป็นตัวละครที่เข้าถึงยากจริงๆ...)
ในตอนนี้มีฉากที่เราชอบด้วยล่ะ
เลยเขี่ยมาก๋อยๆรูปนึงแบบไม่ตั้งใจวาด (แค่อยากวาด ไม่ได้หมายความว่าอยากทำให้มันสวย....)
คิดว่าเป็นฉากที่ชอบที่สุดแล้วในตอนนี้ ถึงขนาดว่าอยากลองทำบ้างสักครั้ง (ฮา....จะทำได้ไงเร๊ออออออออ)
มีอีกรูป (ฮา)
รูปที่ไม่ตั้งใจวาดเช่นกัน แต่รู้สึกว่าออกมาเกินกว่าที่คาดไว้ เลยเอามาอวดๆ (เพื่อ??)
เขี่ยแบบก่อยๆเหมือนเดิม
เพิ่งรู้ว่าการใช้สีน้ำเงินวาดแบบนี้ทำให้รูปดูก๋อยกว่าที่ควรจะเป็น (ตอนวาดรูปแรกก็รู้อยู่แล้วนะ แต่มันขี้เกียจเปลี่ยนสีนี่นา = =)
เป็นครั้งแรกที่วาดรูปประกอบฟิคที่ตัวเองแต่ง รู้สึกหลงตัวเองพอควร (ฮา)
ขอประกาศอย่างไม่เป็นทางการว่าตอนหน้า "อาจจะ" เป็นตอนจบ
ซึ่งเราคงไม่ลงในนี้นะคะ
เพราะอะไรน่ะเหรอ?
เพราะว่าจะรวมเล่มฟิคเรื่องนี้ค่ะ!
หลายคนแล้วที่ยุให้เฟล่อนรวมเล่มขายสักครั้งในชีวิต
เฟล่อนไม่เคยคิดว่าฟิคจ่อยๆแบบนี้มันจะขายใครได้
คงมีแต่คนถามว่า
อะไรนะ? เฟล่อนจะรวมเล่ม? โกหกรึเปล่า?
ก็โกหกน่ะสิ!!!!
เฟล่อนจะทำเรื่องพรรค์นั้นก็รอให้ขยันกว่านี้ให้ได้ก่อนดีกว่าน่า (ฮา)
เท่าที่ปัจจุบันนี้ก็แทบลากเลือดอยู่แล้ว จะให้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันกับเฟล่อนนี่คงต้องรอโลกหน้า (ช่างเป็นคนที่ขี้เกียจสม่ำเสมอทั้งชีวิตจริงๆ...)
เพราะงั้นอีกสองวันเจอกันนะคะ
ขอบคุณทุกคนที่ยังติดตามค่ะ
เกิดอะไรขึ้นกับเคียวยะ?








คาดว่าจะพิมพ์ค่อนข้างใกล้เคียงเอนทรี่ก่อน
ยังไงตรูก็เกลียดไอ้ยามะคนนี้จริงๆ โว้ยยยย
(แต่ตอนนี้อยากกระทืบม้าโง่เพิ่มอีกตัว)
มันน่าฆ่าคนแ่ต่งจริงๆ ให้ดิ้นตายเหอะ
#1 By . : : ZePhyRuS : : . on 2009-01-09 01:51