[Reborn Fanfic]: Wide Blue Sky
posted on 30 Jul 2009 00:18 by felon in Reborn
เอิ๊กส์...
คอมเมนท์เอนทรี่ก่อนเยอะจนไม่อยากตอบ แต่ก็มีหลายคนที่เราอยากตอบ
ขอเอาแต่ใจตอบเฉพาะที่เราอยากจะเถียงก็แล้วกันนะ (ฮา)
ขอบคุณที่เข้ามาดูกันอย่างล้นหลาม(เกินไป)
ตอบเมนท์~
By S H † N N <<< เฮ้ย นี่ฉันทำด้วยใจนะคะฉันเป็นแฟนคลับชายชินน์นะคะ อย่าลืมมมมมมม
By Kaoise Zukito. <<< ชั้นจะตามทวงแทค!!!
By . : : ZePhyRuS : : . <<< ใช่มั้ยล่ะ แฟนคลับเบอร์สอง ชายชินน์เค้าโมเอะโมเอะ คิ๊วววววววท์
By ~Rainy Day~ <<< ใช่ มึนมาก พอมาดูอีกที ดูเหมือนจะตกหล่นไปเยอะกว่าที่หมายเหตุเอาไว้ซะอีกแน่ะ = =;;
By †★☆*HANA~hanachiko*☆★† <<< เอากุนเชียงมานะเว้ยยยยยย ยัยดอกไม้บ้าาาาาาาาาาา
By kuwa[R]i... <<< บอกแบบนี้แล้วภูมิใจที่ได้เป็นฮีโร่จังค่ะ (ฮา) ปลื้มๆ
By _MuMinTy_ <<< เพราะเราไม่ค่อยลงรูปไง XD
By :-[R]i{ki}~~{[C]ha~n}-: <<< ก็เกินไป.... เฟล่อนเปล่ากินคอมมิคเข้าไปนะ! (ฮา)
By N o k u t e s u .. <<< แทคด้วยความรักนะจ้ะ แล้วจะตามทวงจนกว่าเธอจะอัพพพพพพพพ
By n a i r <<< หึ...เราก็ รอ ดู ของแนร์เหมือนกันจ้ะ (ทวงงงงงง)
By 【★ショウ★】 <<< ปีหน้าน่ะโช อาจจะได้เห็นบ้างล่ะมั้ง (ฮา)
ลงฟิค!
สดๆร้อนๆ!!!
__________________________________________________________________________
นี่...
เคยคิดถึงเวลาที่พวกเราไม่ได้อยู่ด้วยกันรึเปล่า?
ในตอนนั้น...จะรู้สึกยังไงนะ?
[Reborn Fanfic]: Wide Blue Sky
Main: 8059
Rate: PG
___________________________________________
เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นในคืนอันเงียบสงบ ไฟจากฝาพับกระพริบในความมืด ผ้าห่มขยับจากแรงสั่นเล็กน้อยจนทุกอย่างนิ่งลง แสงสีเหลืองอ่อนทอดลงพื้นห้อง ผมสีเทาเปียกชื้นแนบกับใบหน้า ในมือมีผ้าขนหนูคอยซับหยดน้ำจากกลุ่มผมที่หยดลงตามลาดไหล่ เรียวขาหยุดนิ่ง มองข้อความหน้าจอที่เตือนว่าก่อนหน้านี้มีสายที่ไม่ได้รับ หยิบมันขึ้นมาเปิดดู แล้วโยนมันลงที่เดิม ทิ้งร่างกายเหนื่อยล้าบนเตียงนุ่ม ปัดเครื่องมือสื่อสารให้พ้นตัว ค่อยหลับตาลง นึกถึงเช้าวันพรุ่งนี้และความวุ่นวายที่จะต้องเจอ
รอยยิ้มสดใสของคนข้างตัวพลอยทำให้เขายิ้มไปด้วย หัวข้อสนทนาเป็นเรื่องรายการโทรทัศน์ที่เขาไม่เคยได้ดู แต่ก็ตั้งใจฟังคนเล่าที่ออกท่าทางสนุกสนาน เดินมาถึงแยกตรงนี้ก็คิดขึ้นมาได้ อีกไม่นานเกินรอ....
เอ๋?
พวกเขาก้าวผ่านรั้วโรงเรียนจวบจนถึงใต้อาคารเรียน นักเรียนมากมายหยุดพูดคุยกันบริเวณล็อคเกอร์เก็บรองเท้า เสียงกรี๊ดกร๊าดของบรรดาพวกผู้หญิงกับเสียงโหวกเหวกตะโกนทักทายด้านหลังทำให้เขาหยุดคิด จนกระทั่งมือเล็กแตะเขาเบาๆเรียกสติให้เดินเข้าห้องเรียนตามปกติ
อะไรกันน่ะ?
ออดพักเที่ยงดังขึ้นพร้อมกับเสียงฝีเท้านับไม่ถ้วนกรูไปยังโรงอาหาร ร้านสะดวกซื้อ สหกรณ์ รวมถึงโรงอาหารวุ่นวายและเต็มไปด้วยนักเรียน เขาฝ่าด่านออกมาพร้อมขนมปังในมือและเครื่องดื่มสองสามอย่าง ผิวปากอารมณ์ดี ปลีกตัวขึ้นไปยังดาดฟ้าที่มักใช้เป็นที่ประจำในเวลานี้
ขนมปังสามห่อ ชาสองกระป๋อง นมหนึ่งกล่อง
ก็ดูเหมือนจะเป็นปกติอย่างทุกวัน เพียงแต่วันนี้ เขากินเป็นสองเท่าระหว่างที่ฟังรุ่นที่สิบของเขาพูดเรื่องรายงานและนั่งคุยกับรุ่นพี่หัวสนามหญ้าอย่างออกรส บางครั้งก็โวยวายออกไปบ้างเมื่อถูกพาดพิง บางทีก็ยกมุมปากยิ้มไปกับหัวข้อตลกๆที่คุยกันโดยพยายามลืมความรู้สึกหงุดหงิดเล็กๆที่ก่อตัวขึ้นภายในจิตใจ
หลังจากส่งเจ้านายตัวจ้อยกลับบ้านอย่างปลอดภัย มือถือก็ถูกเปิดค้างอยู่นาน สายตามองไปยังหน้าจอที่ว่างเปล่าจนถึงที่พักของตัวเอง
มันเหมือนมีอะไรบางอย่างคาใจอยู่ ไม่ว่าจะนั่งอ่านหนังสือ เล่นเกม คิดค้นภาษา G เพิ่มเติม ตากับสมองก็เอาแต่มุ่งไปยังมือถือที่นอนนิ่งอยู่บนโต๊ะจนไม่มีสมาธิ ในเมื่อไม่มีอะไรดีขึ้นจึงกดโทรออกไปยังเบอร์ที่เขาไม่ได้รับสาย
ความหงุดหงิดทวีคูณเมื่อเสียงตอบรับคือระบบฝากข้อความอัตโนมัติ ไม่ใช่เสียงพูดคุยอย่างที่คิดเอาไว้ ผลุนผลันคว้าเสื้อนอกเตรียมจะออกจากบ้านแต่ก็ชะงักตรงหน้าประตูบ้านนั้นเอง
...เอาเถอะ ไม่ได้มีอะไรเร่งด่วนเสียหน่อย
สามวันแล้วที่อารมณ์เหมือนจะคงที่ เขาไม่ได้หงุดหงิด ไม่ได้ทำตัวแปลกจนคนรอบข้างสงสัย
เมื่อเย็นวานเขาได้รับคำตอบจากรุ่นที่สิบสั้นๆ ได้ใจความครบถ้วนว่า 'เก็บตัวก่อนแข่งใหญ่น่ะ' เขาก็เข้าใจโดยง่าย การฝึกเก็บตัวนั้นโหดพอสมควรและมันอาจจะทำให้ใครบางคนเหนื่อยเกินกว่าที่จะทำอย่างอื่นก็ได้
เจ็ดวันหลังจากวันที่ได้รู้เรื่องการเก็บตัว เขาเห็นพวกชมรมกีฬามาฝึกซ้อมตามปกติที่สนามหลังเลิกเรียนและในตอนเช้า บางคนคุ้นหน้าว่าเคยเห็น แต่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็ไม่มีคนที่หา
อีกวันแล้วที่เดินผ่านสี่แยกเล็กๆนี้ด้วยความรู้สึกโหวงไหว ราวจังหวะถูกสั่นคลอนด้วยความเงียบที่มองไม่เห็น จู่ๆบ่าก็รู้สึกว่างจนน่าประหลาด ใบหูรับเสียงแห่งความสงบที่เกิดขึ้นท่ามกลางเสียงเจื้อยแจ้วจากคนข้างๆโดยที่ไม่อาจทำอะไรได้
คำถามมีอยู่ว่า...
ทำไมเขาจะต้องทำอะไรสักอย่าง?
ทำไมเขาต้องสงบใจตัวเองอยู่เสมอ?
ทำไมถึงไม่มีสมาธิกับเรื่องใดเลย?
ทำไมต้องเอาแต่มองไปที่ชมรมนั้น?
ทำไมต้องคอยหันไปมองที่สนาม?
แม้แต่ตอนเดินกลับบ้าน...ทำไมถึงไม่ห้ามตัวเองไม่ให้หันไปมองทางเดิน ณ แยกตรงนั้น?
ความรู้สึกอันปั่นป่วนนี้ ไม่ว่าจะทำยังไงมันก็ไม่หายไปเสียที....
คืนที่ลมเย็นโชยพัด เขายืนนิ่งอยู่ตรงแยกนั้นราวกับหุ่นตัวหนึ่งที่ไม่สามารถขยับไปไหนได้ มองแสงไฟสีส้มเหลืองลอดประตูร้านที่ปิดไม่สนิท
ขาเรียวกระตุกทันทีที่เห็นร่างสูงวิ่งมาจากเงามืดผลุบเข้าตัวร้านไป...
ราวสายลมอุ่นพัดปะทะใบหน้า เขาวิ่งไปในทันที ไม่แม้แต่จะยั้งคิด ในหัวสมองมีแต่คำบ่นโวยวายและด่าทอ ท่ามกลางคำเหล่านั้น...
'ขอให้ใช่ด้วยเถอะ...'
ไม่ใช่
แม้ทรงผมจะดูคล้าย แม้ส่วนสูงจะใกล้เคียง แต่คนที่ยืนรับของไปเสิร์ฟตรงเคาน์เตอร์ก็ไม่ใช่คนที่เขาต้องการจะเจอ ภายในร้านวุ่นวายและเสียงดัง เขาปลีกตัวออกมาก่อนที่จะมีคนสังเกตเห็น มือถือถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง หน้าจอยังว่างเปล่าเหมือนสิบกว่าวันที่ผ่านมา
เช้าของอีกวัน ระยะเวลาราวกับผ่านไปร่วมเดือนทั้งๆที่ความเป็นจริงเพิ่งจะสองสัปดาห์เท่านั้น ในวันหยุดอย่างวันนี้ เขาก็ไปบ้านรุ่นที่สิบเหมือนเคย เพียงแต่กลับมาเร็วกว่าทุกที ท้องฟ้ายังคงเป็นสีส้มแก่ แค่ระยะทางกลับที่พักก็เกิดความว่างเปล่าขึ้นโอบล้อมรอบตัวเขา รู้ตัวอีกที เขาก็เดินวนอยู่แถวสี่แยกนั้น เวียนนั่งตามสนามเด็กเล่น ร้านสะดวกซื้อ ร้านหนังสือ กระทั่งในร้านขายซูชิที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย เจ้าของร้านวุ่นหัวปั่นทั้งที่ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม ไม่มีเวลาแม้แต่จะทักทายเขาอย่างที่เคย
ไม่รู้ว่านั่งไปนานแค่ไหน รู้แต่เด็กช่วยงานร้านคนใหม่ทำเขาสะดุ้งทุกครั้งที่เห็น
ทุกอย่างไม่ใช่... หน้าตาเรียบเฉย ท่าทีแคล่วคล่อง กระทั่งเม็ดเหงื่อที่ผุดตามไรผม
อา...เขาควรจะกลับเสียที...
เสียงขอบคุณดังไล่หลังพร้อมคำเชิญในโอกาสหน้าดังขึ้นจังหวะเดียวกับที่เขาเปิดประตู
วันหนึ่งๆที่ผ่านไปช่างน่าเบื่อ เดินเอื่อยเฉื่อยไปจนพ้นซอย
ฝีเท้าจังหวะยาวดังขึ้นจากทางด้านหลัง น่าตลกเสียเหลือเกินที่เขาสะดุ้งกับมัน รู้ดีว่าอาจจะเป็นแค่ลูกค้าคนหนึ่งของร้านนั้นก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองพร้อมแค่นยิ้มกับตัวเอง
อาจจะเป็นเด็กเสิร์ฟคนนั้นอีกก็ได้?
ถึงอย่างนั้นก็ยังหันกลับไปมอง อดไม่ได้ที่เขาจะยิ้มหยันกับตัวเอง แล้วก็นิ่งไป ขาขยับโดยไม่รู้ตัวอีกครั้ง ก่อนที่ร่างนั้นจะได้หันเข้าประตูร้าน มือเอื้อมไปจนสุดแขน คว้าเข้าที่สายกระเป๋าสะพายใบโต ใบหน้านั้นหันมามองเขาพร้อมทำหน้าประหลาดใจกึ่งตกใจ ขายาวหยุดอยู่แค่นั้น มองร่างบางกว่าเอ่ยปากพูด
"แก..."
"ไง มาซะดึกเชียว มีอะไรเหรอ?"
"เปล่า ก...กำลังจะกลับบ้าน" รู้สึกตัวว่าที่พูดไปมันดูงี่เง่าชอบกล แต่สมองก็นึกอะไรไม่ออก
น่าแปลกที่อยู่ๆทุกอย่างก็ขาวโพลน กระทั่งที่ว่าความรู้สึกหงุดหงิดและแคลงใจก็หายวับไปเสียหมด และมันกำลังก่อตัวขึ้นมาใหม่อีกครั้งที่ได้มองอีกฝ่ายเต็มตา ใบหน้าที่มีรอยฟกช้ำ ที่ต้นแขนมีผ้าพันแผลยาวเลยเสื้อมาถึงข้อศอก สภาพเหมือนออกไปรบมามากกว่าไปเก็บตัวฝึกซ้อม
"แผลพวกนี้..."
"แหะๆ อุบัติเหตุนิดหน่อยนะ ถ้าไงฉันเข้าบ้านก่อนนะ ไว้ค่อยเจอกัน"
คิ้วเรียวย่นเข้าหากันอย่างไม่เข้าใจ ประโยคเมื่อกี้....หมายความว่ากำลังไล่เขารึเปล่า?
"ดึกแล้ว ดึกแล้ว...นายเองก็รีบกลับไปนอนซะล่ะ~"
มือใหญ่ยกขึ้นมา ร่างบางเกร็งตัวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ แต่สัมผัสกลับตกลงที่ไหล่เบาๆสองสามครั้ง
เขานึกว่าจะโดนยีหัวเล่นเสียอีก?
"ฉันเข้าบ้านก่อนนะ กลับดีๆล่ะ"
จบประโยคนั้น คนพูดก็หายเข้าตัวบ้านไป
ทันทีที่เปิดประตู้ร้าน เสียงเซ็งแซ่ก็ดังขึ้นทันที ร่างสูงเดินอารมณ์ดีเข้าไปหยุดหน้าเคาน์เตอร์ ทักทายผู้เป็นพ่ออย่างอารมณ์ดี รวมถึงเด็กเสิร์ฟหน้าใหม่ทั้งสองคนด้วย คนผมดำสั้นเพียงแค่พยักหน้าให้ ผิดกับอีกคนที่ก้มประหลกแล้วประหลกอีกคนถาดในมือแทบคว่ำ ลำบากอีกคนต้องเข้าไปช่วยถือ
หลังจากทักทายเสร็จ คนตัวสูงก็เพิ่งรู้สึกตัวว่าไม่ได้เข้าบ้านมาคนเดียว ด้านหลังมีอีกคนเดินตามเข้ามาด้วย เขาทำหน้าประหลาดใจแล้วแนะนำเด็กเสิร์ฟที่มาช่วยงานชั่วคราวตอนที่เขาไม่อยู่
"...ไม่งั้นป๋าเหนื่อยตายแน่ถ้าไม่หาคนช่วยน่ะนะ" ร่างสูงพูดกลั้วหัวเราะ
เรื่องนั้นน่ะ จะเป็นยังไงก็ช่างสิ
ทำไมกันนะ ความรู้สึกประหลาดนี้ยังไม่หายไปเสียที ราวกับว่าร่างกายนี้มีอะไรขาดเกินอยู่ตลอดเวลา
เขารอกระทั่งการพูดคุยเสร็จสิ้น เด็กหนุ่มขอปลีกตัวขึ้นไปจัดการข้าวของบนห้อง เสียงเอะอะก็ดูจะเงียบลงทันทีที่ปิดประตูลง ยามาโมโตะหันมามองอีกคนที่เดินตามเข้ามาด้วย เขาทำหน้าประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด
"เป็นอะไรรึเปล่า โกคุเทระ?"
เจ้าของชื่อก็จนปัญญาจะตอบ ได้แต่มองกระเป๋าใบใหญ่ถูกวางลงที่มุมห้อง มองร่างคุ้นตากำลังรื้อของออกจากกระเป๋า ส่วนใหญ่เป็นเสื้อสำหรับฝึกซ้อม ทุกตัวเปื้อนดินและฝุ่นไคล พอคนรื้อไม่ได้ยินเสียงตอบคำถาม เขาก็หยุดมือและหันมามอง
"โกคุเทระ?"
"เจ้าบ้า!"
"อ...เอ๋??" ยามาโมโตะถึงกับงง นอกจากอีกฝ่ายจะไม่ตอบคำถามแล้ว เขายังโดนว่าอีกต่างหาก
"ทำไมทำตัวติดต่อไม่ได้แบบนี้ล่ะห๊ะ! เห็นชมรมแกเขากลับกันมาตั้งนานแล้วไม่ใช่หรือไง? แกมัวไปตามหาลูกเบสบอลในตำนานถึงเทือกเขาเอฟเวอร์เรสเหรอถึงได้กลับช้าแบบนี้! นึกว่าแกตายคาลูกเบสบอลไปแล้ว เจ้าบ้า!!!"
ร่างสูงเดินเข้าไปใกล้ มองคนก้มหน้าหลับหูหลับตาพูดไม่หยุด เขาอยากจะหัวเราะออกมา แต่ถ้าทำแบบนั้นจะต้องโดนโกรธแน่ๆ "โกคุเทระ..."
"ทำไมไม่ติดต่อมาบ้างล่ะห๊ะ!!! ฉ...รุ่นที่สิบเป็นห่วงแกนะว้อย!!"
"ก็ไม่ได้เอาที่ชาร์ตมือถือไปนี่นา ลืมอ่ะ วันเดียวแบตก็หมดแล้วแหละ เหมือนว่าแบตเตอรี่จะเสื่อมล่ะมั้งเนี่ย?"
"ช่างหัวแกสิ!"
ยามาโมโตะนิ่งไปอีกรอบ มองร่างบางกำลังตะโกนโหวกเหวกด้วยสาเหตุที่เขาเริ่มจะไม่เข้าใจ
"แต่วันแรกที่ไป ฉันก็โทรหานายเพราะว่าโทรหาสึนะไม่ติด จะบอกว่าลืมเอาที่ชาร์ตแบตไปน่ะ แต่นายก็ไม่รับนี่?"
"แล้วมันเป็นความผิดฉันรึไงล่ะ?!"
"อ่า...ก็..เปล่า.." ยามาโมโตะตอบทั้งที่ยังงงๆถึงหัวข้อที่กำลังพูดคุยกันอยู่นี้ "เอ่อ...นายโกรธเหรอ?"
"โกรธบ้าอะไร?! ฉันไม่ได้โกรธอะไรทั้งนั้นแหละ! แค่ติดต่อแกไม่ได้เท่านั้นเอง! แกจะเป็นคนสาบสูญไปแล้วนะ หัดรู้ตัวซะบ้าง! โทรศัพท์สาธารณะไม่มีหรือไง! ทำไมแกถึง-"
"ใจเย็นก่อน" ร่างสูงพูดแทรกขึ้นมา "ที่นายพูดอยู่เนี่ย มันก็เพราะว่านายโกรธนี่?"
"แล้วจะทำไมฟะ?!! หรือแกมีปัญหา?"
"อ่า...เปล่า..."
ไร้เหตุผลสิ้นดี ร่างสูงตรงหน้านี้ไม่ได้รู้ตัวเลยว่าทำเขากระวนกระวายแค่ไหน!
"แต่ว่า ตอนนี้มันจะห้าทุ่มแล้วนะ นายรีบกลับจะดีกว่าไหม?"
"แกไล่ฉันเป็นครั้งที่สองแล้วนะ! ไม้เบสบอลมันไปเบียดลูกเบสบอลในกระโหลกแกเหรอ!!! แกกล้าดียังไง!!!"
คอเสื้อยืดถูกกระชากเข้าหา อะไรสักอย่างพุ่งปรี๊ดทะลุเพดานความอดทน ร่างบางรู้สึกอยากตั๊นหน้าร่างสูงเสียสองสามทีให้หายโกรธ
"ฉ...ฉันเปล่าไล่นายสักหน่อย กลัวว่ากลับดึกมันจะยิ่งอันตรายนะ"
"ถ้าไม่อยากเจอหน้าก็บอกมาตรงๆสิ! ไอ้บ้าเอ๊ย!!!"
"เฮ้...เข้าใจผิดใหญ่แล้ว" ยามาโมโตะรั้งคอเสื้อตัวเองให้หลุดจากการเกาะกุม เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายโมโหเขาเรื่องอะไร เขาก็แค่เป็นห่วงอย่างที่พูดเท่านั้น
มือใหญ่จับไหล่บางทั้งสองข้าง ใบหน้าเรียวสะบัดหนีเขาไปอีกทาง พอเลื่อนหน้าไปสบตาก็โดนหลบหน้าเข้าอีก ร่างสูงถอนหายใจ ทันใดนั้นร่างตรงหน้าเขาก็กระตุก ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น คิ้วกดลงลึกยิ่งขึ้น
"นี่..." ยามาโมโตะพูดเสียงนุ่ม ก้มหน้าลงไปใกล้ "นายก็รู้ว่าฉันไม่ได้เป็นอย่างที่นายพูด ไม่ใช่เหรอ?"
โกคุเทระเงียบ ปิดปากสนิททั้งที่ก่อนหน้านี้โวยวายออกมาไม่หยุด
"ฉันไม่ได้รำคาญนาย ความจริง...นายรำคาญฉันต่างหากล่ะ" มือสากจับดวงหน้าขาวแผ่วเบา ร่างบางจึงได้ยอมหันหน้าคืนมาอีกนิด
ความรู้สึกขาดๆเกินๆที่รู้สึกมาตลอดนั้น....จู่ๆก็หายไปสิ้น...
มือใหญ่นั้นอุ่นจัดจนแทบร้อน อดไม่ได้ที่จะเบือนหน้ากลับไปเพิ่มสัมผัสให้มากขึ้น
"...อย่าหายไปอีกนะ.....เจ้าบ้า..."
"หือ? อะไรนะ?" ยามาโมโตะก้มลงมาใกล้อีก ดูเหมือนจะไม่ได้ยินเสียงอุบอิบที่ลอดริมฝีปากบาง
"ฉันบอกว่ารำคาญนายว้อย!!!"
"อื้อๆ งั้นตอนนี้นายควรจะกลับได้แล้ว จริงไหม? พรุ่งนี้วันอาทิตย์ ยังไงก็เจอกันที่บ้านสึนะอยู่ดีนี่นะ?"
เห็นคนพูดมีท่าทางเหนื่อยล้า ใบหน้าเต็มไปด้วยความอิดโรยอย่างปิดไม่มิด ถึงจะทำทีเป็นร่าเริงแจ่มใสต่อหน้าเขาก็เถอะ
แต่ถึงจะเห็นอย่างนั้น....
"ไม่เอา" คำรั้นทำเอาคนฟังเหงื่อตกเล็กน้อย "ไม่กลับ ฉันจะกลับถ้าแกเดินไปส่ง!"
เอ๋?
ยามาโมโตะย่นคิ้วเล็กน้อย อยากจะวัดอุณหภูมิคนตรงหน้าขึ้นมาจับใจเผื่อพบสิ่งผิดปกติ อาจจะตัวร้อนเป็นไข้ หรือเกิดอาการเครียดจากอะไรบางอย่างถึงได้มีท่าทีเปลี่ยนไปอย่างนี้...
เอาเถอะ...ก็ไม่ได้รังเกียจอะไรหรอกนะ...
นานๆครั้งเป็นแบบนี้....น่ารักดีเหมือนกัน....
"ก็ได้...งั้นฉันไปส่งนะ" สีหน้ายิ้มแย้มแกมเหนื่อยอ่อนนั้นทำเอาคนฟังรู้สึกผิดอีกระลอก
"จะบ้าเรอะ...ฉันกลับเองได้ว้อย!" โกคุเทระพูดเสียงเบา น้ำเสียงไม่กระด้างเหมือนประโยคที่พูด "...แต่...ขออยู่อีกนิด..."
ยามาโมโตะลอบยิ้ม "ก็ได้ งั้นฉันไปจัดของต่อนะ?"
"ไม่เอา"
"อ้าว? แล้วจะให้ฉันทำอะไรล่ะ?"
โกคุเทระก้มหน้าลง เขยิบเข้าใกล้อีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว สมองคิดแค่ว่า อยากจะยืดเวลาช่วงนี้ออกไปอีกสักหน่อย "....อยู่แบบนี้ก่อน...เจ้าบ้าเบสบอล...ไอ้เบสบอลหัวถั่ว...."
อา...เขาไม่ได้เกิดอาการลำบากใจแบบนี้มานานแค่ไหนกันนะ?
ภาพร่างบางที่เขยิบเอนเข้ามาจนชิด ดวงแก้มนิ่มไถกับมือของเขา แม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม...
ถึงจะแค่เล็กน้อย...
...มันก็ชักจะห้ามตัวเองยากเข้าทุกที...
มือไม้รู้สึกเหมือนอยู่ผิดที่ผิดทาง จะขยับก็ไม่กล้า จะชวนไม่นั่งก็เดี๋ยวจะผิดคำขอของอีกฝ่าย ได้แต่มองฝ้า เพดาน หน้าต่าง ผ้าม่าน ราวกับเป็นของแปลกตา สักพักนัยน์ตาก็วนกลับมาอยู่ที่ร่างบางเหมือนเดิม รู้ตัวดีว่ากำลังอยู่ในสถานการณ์ชวนลำบากใจถึงที่สุด สิ่งที่ทำได้อีกอย่างคือนึกทวนถึงกติกาเบสบอลและรายชื่อผู้เข้าแข่งขันของนัดแรกที่จะต้องเจอ คิดออกบ้างไม่ออกบ้าง แต่ก็ยังดีกว่ามองคนตรงหน้า
"ก...โกคุเทระ..."
"ฉัน....กลับก่อนดีกว่า"
เหมือนๆจะจุดพลุ แต่ก็เหมือนๆจะห่อเหี่ยว ยามาโมโตะก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าฝั่งไหนมากกว่า ร่างบางพูดแบบนั้นออกมา แต่ก็ไม่เห็นจะขยับตัวไปไหน จู่ๆก็เหลือบขึ้นมาสบตากับเขาเสียได้
"อ...เอ่อ....นายจะกลับแล้วนี่นะ? ฉันไปส่งหน้าบ้านแล้วกัน"
"เออ"
ร่างสูงยืนเก้ๆกังๆอยู่หน้าบ้านตัวเอง หลังจากร้านปิด ที่อยู่ก็กลับกลายมาเป็นบ้านธรรมดาหลังหนึ่งเท่านั้น ยามาโมโตะยืนนิ่ง พอๆกับโกคุเทระที่ยืนนิ่ง ทั้งคู่ยืนหันหน้าเข้าหากัน คนหนึ่งอยู่นอกเขตบ้าน อีกคนอยู่หน้าประตูบ้านตัวเอง
"กลับบ้านดีๆนะ"
"อือ"
เอ๋?
ทำไมไม่ใช่คำว่า 'รู้แล้วน่ะ' หรือ 'พูดมาก! หุบปากไปเลย!' อย่างทุกทีล่ะ?
"นี่..."
"หืม?"
โกคุเทระเงยขึ้นมาสบตา เล่นเอาคนมองกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก
"ฉ...ฉัน.....อยากอยู่...กับ"
เสียงดังขึ้นท่ามกลางความเงียบในช่วงเวลาดึกสงัด ร่างโปร่งเอามือล้วงกระเป๋าทั้งสองข้าง หลุบนัยน์ตามองรองเท้าตัวเอง
"โกคุเทระ?"
"ฉ....ฉันเบื่อขี้หน้าแก! ไปกินลูกเบสบอลซะ เจ้าบ้า!!!!!!!!!"
ยามาโมโตะนิ่งอึ้ง ได้แต่มองร่างบางวิ่งฉิวพ้นซอยออกไปก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างสุดกลั้น
ท่ามกลางความงุนงงนี้...
มันก็มีความหวานอยู่เหมือนกัน....
+ END +
Talk:
อยากแต่งฟิคสไตล์แบบ ไม่ค่อยมีประโยคพูดแต่สื่อออกมาให้คนอ่านรู้เรื่องได้ หวานได้แม้ไม่มีฉากไม่มีจูบ...
เหมือนจะประสบความล้มเหลว OTL... (โดยเฉพาะตอนท้ายๆ)
คืออยากให้ได้แบบ อยากเจอ คิดถึง แต่ไม่อยากยอมรับ อยากอยู่ใกล้ แต่มันจะเสียฟอร์มมมมมมมมมมมมมมม กับแบบ คิดถึงจะตายอยู่แล้ววววว แต่ถ้าเกิดทำอะไรลงไปล่ะก็ เสียบรรยากาศแน่ๆ
แต่ดูเหมือนมันกลายเป็นแบบ "แต่งอะไรของเมิงงงงง อ่านไม่รู้เรื่องว้อยยยย" ออกมาแทนซะงั้น OTL...
พยายามจะหลีกเลี่ยงคำที่สื่ออารมณ์ออกมาตรงๆ แต่อีเฟล่อนก็หลุดคำว่า "น่ารัก" ลงไปจนด๊ายยยยยยยยยย
(แง...นึกอะไรไม่ออกแล้วเหวยยยยยยยยยยยยยยยย ฮือออออออออออออออออออ ยกโทษให้ลูกจ๊างโด้ยยยยยยยยยยยยยย)
ห่างเหินการแต่งฟิคไปเสียนาน รู้สึกประหลาดๆเวลาแต่งชอบกล
ในหัวกลวงโบ๋ คิดอะไรไม่ออก พลอตก็ไม่มี
กร๊าซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซ ขอหายตัวไปทำใจก่อนนะ!








แต่โกคุโมเอ๊มากอ่ะ
น่ารักชิบเป๋ง
/ปาดกำเดา
#1 By カフカ on 2009-07-30 00:32